เดทแรกใช้น้ำหอมกลิ่นไหน

การออกเดททุกคนต่างอยากจะทำให้คู่เดทของเราประทับใจไม่คุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม คุณอาจจะคิดว่านี่เป็นเรื่องผิวเผิน แต่เราจะบอกว่าไม่เลยนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคุณ

การสร้างความประทับใจ การสร้างความจดจำ เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของเรื่องน้ำหอม น้ำหอมจะทำให้เกิดความประทับใจในตัวตนของคุณและเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณในเดทแรก

1.กลิ่นน้ำหอมสะอาด

คุณควรจะฉีดน้ำหอมที่มีกลิ่นนุ่มนวลไม่ต้องมีพลังของกลิ่นมากนัก เซ็กซี่อย่างเป็นธรรมชาติและสะอาดไปพร้อมๆ กัน กลื่นน้ำหอมที่สะอาดและเฟรซจะทำให้คุณมีบุคลิกเป็นคนที่สะอาดชอบดูแลสุขอนามัย ส่วนคนที่เลือกฉีดน้ำหอมที่มีกลิ่นอ่อนๆ เพราะคุณยังไม่ทราบว่ากำลังเดทกับใครอยู่และเค้าอาจจะแพ้น้ำหอมก็ได้ ฉะนั้นฉีดแบบเบาๆ ไปก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

2.วิธีการฉีดน้ำหอม

คุณจะต้องฉีดน้ำหอมที่ถูกวิธีเพื่อให้คู่เดทของคุณประทับใจ คุณสามารถมีกลิ่นที่หอมสะอาดได้โดยใช้น้ำหอมเพียงกลิ่นเดียว และจำไว้เสมอว่าเพื่อให้ได้กลิ่นที่อ่อนนุ่มและกลิ่นสะอาดคุณจะต้องไม่พรมน้ำหอมไปทั้งตัว แต่เลือกพ่นเพียงเล็กน้อยทำได้โดยการพ่นน้ำหอมที่อยู่ด้านหน้าและไม่ได้โดนร่างกายคุณโดยตรงจากนั้นให้คุณเดินผ่านละอองน้ำหอม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรทำหลังจากอาบน้ำเพราะเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับผิวแและรูขุมขนจะดูดกลิ่นของน้ำหอมได้ง่าย

3.ข้อผิดพลาดสำหรับการฉีดน้ำหอม

ข้อผิดพลาดมากมายเกี่ยวกับการใช้น้ำหอมกับร่างกายแต่สิ่งที่พบมากที่สุดคือการใช้น้ำหอมบนคอหรือบนเสื้อผ้า บางคนคิดว่าการใส่น้ำหอมลงบนคอจะทำให้กลิ่นน้ำหอมติดทนนานขึ้น อย่างไรก็ตามคุณควรคิดล่วงหน้าว่า บริเวณคอเป็นบริเวณที่น้ำหอมสามารถโดนแสงอาทิตย์และอากาศได้ และสองสิ่งนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กลิ่นน้ำหอมจางไว

4.กลิ่นแรกแสนประทับใจ

ก่อนจะออกไปเดทคุณควรตรวจสอบอีกครั้งให้แน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์แบบโดยเฉพาะการเลือกกลิ่นน้ำหอม และทำตัวให้เป็นธะรมชาติเพื่อให้กลิ่นน้ำหอมส่งเสริมให้คุณดูสวยไปอีกในเดทแรก

เทียบกันจะๆ Public, Private, และ Hybrid Cloud Computing แบบไหนที่ใช่คุณ

นักธุรกิจส่วนใหญ่ ที่หันมาใช้ Cloud Computing หลายคนมักเกิดคำถามว่า Cloud Computing มีแยกย่อยออกเป็น 3 รูปแบบ PublicPrivate, และ Hybrid Cloud Computing แล้วจะเลือกใช้แบบไหนดี เพื่อให้เหมาะกับธุรกิจของเรา

ในยุคที่ Cloud Computing เข้ามามีบทบาทกับองค์กรธุรกิจแบบนี้ อาจจะเกิดคำถามขึ้นว่าควรเลือกใช้บริการ Cloud Computing แบบไหนดี วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบให้เห็นกันแบบเต็มๆ

Public Clouds

Public Cloud คือ รูปแบบการให้บริการ Service และ Infrastructure ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่มีการติดตั้งใดๆ ในพื้นที่ของผู้ใช้งาน โดยระบบนี้เป็น Cloud ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการแชร์ทรัพยากร แต่มีข้อด้อยในเรื่องของระบบความปลอดภัยหากเทียบกับ Private Cloud

Public Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ:

  1. Workload มาตรฐานสำหรับ Application ถูกใช้โดยคนจำนวนมาก เช่น E-mail
  2. ต้องการทดสอบและพัฒนา Application Code
  3. มี SaaS (Software as a Service) จากผู้ให้บริการที่เตรียมระบบรักษาความปลอดภัยและแผนการรับมือมาเป็นอย่างดี
  4. ต้องการความสามารถเพื่อรองรับ Workload ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง Peak Time
  5. มีโครงการหรืองานที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่น
  6. ต้องการทำ ad-hoc software development project โดยใช้ PaaS (Platform as a Service) ผ่านทางระบบ Cloud

หมายเหตุ : ผู้บริหารในฝ่าย IT กังวลในเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของ Public Cloud จึงต้องใช้เวลาพิจารณาศึกษาให้มั่นใจก่อนว่าระบบถูกออกแบบมาดี เพื่อป้องกันหรือรับมือได้เมื่อเกิดปัญหา นอกจากนี้การประหยัดงบประมาณในระยะสั้นอาจจะส่งผลเสียในระยะยาวได้

Private Clouds

Private Cloud คือ รูปแบบการให้บริการ Service และ Infrastructure ทั้งหมดจะอยู่ใน Private Network ส่วนตัวของแต่ละบริษัท ระบบนี้มีความโดดเด่นด้านระบบรักษาความปลอดภัยและการควบคุม ซึ่งมีค่าบำรุงรักษา การจัดซื้อ การซ่อมแซม Infrastructure และ Software ทั้งหมดที่ผู้ใช้บริการต้องจ่าย

Private Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ:

  1. มีการทำงานเกี่ยวกับ Data และ Application สำคัญ ซึ่งจะต้องมีความปลอดภัยและการควบคุมการเข้าถึงมาเป็นอันดับแรก
  2. มีการทำธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นพิเศษ
  3. บริษัทหรือองค์กรมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรัน Cloud Data Center อย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตัวเอง

หมายเหตุ : เส้นแบ่งระหว่าง Private Clouds และ Public Clouds เริ่มจะไม่ค่อยชัดเจน เนื่องจากผู้ที่ให้บริการ Public Cloud บางรายมีบริการเสริม Private เวอร์ชั่นของ Public Cloud ขึ้นมา และผู้ให้บริการ Private Cloud บางรายก็มีบริการ Public เวอร์ชั่น ที่มีความสามารถไม่ต่างกับ Private Clouds ออกมาเช่นกัน

Hybrid Clouds

Hybrid Cloud เป็นรูปแบบที่ผสมความสามารถของ Public Clouds และ Private Clouds ซึ่งการเลือกใช้ Hybrid Cloud นั้นได้นำความสามารถของ Cloud แต่ละแบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจแยกเป็นแต่ละส่วนได้ แต่ข้อเสียก็คือ ผู้ใช้บริการต้องคอยตรวจเช็คการทำงานของ Security Platform ที่แตกต่างกัน เพื่อให้แต่ละส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

Hybrid Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ :

  1. ต้องการใช้ Application แบบ SaaS แต่ต้องการเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นผู้ให้บริการ SaaS จึงสร้าง Private Cloud ขึ้นมาภายใต้ Firewall ของทางผู้ให้บริการ โดยผู้ใช้งานจะได้รับ VPN (Virtual Private Network) มาเป็นตัวเสริมความปลอดภัย
  2. เป็นธุรกิจที่ให้บริการในระบบตลาดแบบแนวตั้ง (Vertical Market) ซึ่งประกอบด้วยลูกค้าหลากหลายและเป็นอิสระแยกจากกัน จึงใช้ Public Cloud เพื่อติดต่อกับลูกค้า แต่เก็บข้อมูลของลูกค้าแต่ละรายไว้อย่างปลอดภัยภายใน Private Cloud

หมายเหตุ : ระบบการจัดการ Cloud Computing จะมีความซับซ้อนสูงขึ้นมาทันที เมื่อต้องจัดการทั้ง Public CloudPrivate Cloud, และ Data Center ภายในไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นในการจัดการ Hybrid Cloud จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มความสามารถสำหรับจัดการและจัดกลุ่มการทำงานร่วมของสภาพแวดล้อมที่ต่างกันพวกนี้

ตัวเลือกของ Cloud Computing ที่มีมาให้เลือกอย่างหลากหลายแบบนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อแตกต่างทั้งหมดของทั้ง 3 แบบข้างต้นแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการว่าจะใช้ Cloud Computing แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของตนมากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดและผลลัพธ์ที่ดีกับองค์กร แล้วคุณล่ะ เลือกแบบไหน?

OpenStack พร้อมนำ Liberty มาสู่ Cloud

ในตอนนี้ Amazon Web Service (AWS) กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นที่หนึ่งของ Public Cloud หากพูดกันจริงๆแล้ว Private Cloud ยังไงๆ ก็ต้องยกนิ้วให้กับ OpenStack ซึ่งเป็น Open Source ที่รองรับการทำงาน Private Cloud สุดเจ๋ง พูดได้เลยว่าหากไม่มี Cloud Technology Platform ไหนได้รับการสนับสนุนและถูกนำมาใช้งานมากเท่ากับ OpenStack ซึ่ง OpenStack นี้มันเกิดจากการร่วมมือของ NASA และ Rackspace ในปี 2010 ก่อนจะเติบโตขึ้นมาในฐานะ Open source โดยมีผู้ให้การสนับสนุนมากมาย ทั้ง HP, IBM, Intel, Cisco, Dell, EMC, VMware, Symantec, Huawei, และ Yahoo เป็นต้น

 

แต่จริงๆแล้วใครบ้างล่ะที่ใช้ OpenStack?

แต่เหล่าผู้สนับสนุนเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของผู้ใช้ OpenStack เท่านั้น ดูได้จากภายในงาน OpenStack Summit ที่ผ่านมา มีผู้ค้าระดับโลกอย่าง Walmart ได้ออกมาพูดถึงการใช้งาน OpenStack กับระบบการจัดการ Ecommerce ว่ามันสามารถสร้างความสำเร็จมหาศาลได้ นอกจากนี้ OpenStack ยังเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของทั้ง eBay, Paypal, Comcast, Time Warner Cable และ Bestbuy ส่วนทาง NASA เองก็เป็นอีกหนึ่งผู้กำลังใช้ OpenStack เป็นรากฐานพัฒนาเทคโ

โลยีพามนุษย์ไปสู่ดาวอังคาร เอาล่ะเรามาทำความเข้าใจกันเสียหน่อยว่าแท้จริง OpenStack ไม่ใช่ Homogeneous Cloud Product หรือผลิตภัณฑ์ Cloud ที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียวแบบเสร็จสรรพ ตั้งแต่ Hypervisor ยัน Management Layer  และ OpenStack ก็ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ Virtualization Hypervisor แต่อย่างใด OpenStack เป็นเพียงแพลตฟอร์มผสานการทำงาน หรือ Integration Platform เท่านั้น โดย OpenStack จะเป็น Framework ที่มาพร้อมกับ API และ Tool สำหรับ Cloud Service พวก Product และ Technology ต่างๆ จะถูก Integrate และ Deploy ภายใน Framework นี้ เพื่อสร้าง OpenStack Cloud ขึ้นมาเท่านั้น

 

รู้จัก OpenStack แบบง่ายๆ ก่อนเริ่มใช้ Cloud

ตอนนี้ OpenStack กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น ในฐานะ Open Source สำหรับ Private Cloud แต่ว่าอะไรทำให้ OpenStack สะดุดตาเกินหน้าเกินตา คู่แข่งขันรายอื่น อย่าง Amazon EC2 กัน เรามาทำความเข้าใจกับ OpenStack อย่างถ่องแท้ของมันกัน

What’s OpenStack?

OpenStack เริ่มต้นมาจากการองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ร่วมกับ Rackspace บริจาคโค้ด (Code) ของระบบ Cloud ที่ตนเองมีอยู่ให้เป็น Open Source ปัจจุบันได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก

เว็บไซต์ OpenStack.org ได้ให้ความหมายของคำว่า “OpenStack” ไว้ว่า “OpenStack software controls large pools of compute, storage, and networking resources throughout a datacenter, managed through a dashboard or via the OpenStack API. OpenStack works with popular enterprise and open source technologies making it ideal for heterogeneous infrastructure” (เป็นโปรแกรมควบคุมชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์, Computer Networking และพื้นที่เก็บไฟล์ขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใน Data Center โดยควบคุมผ่านทาง Dashboard หรือ OpenStack API ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ประกอบการและระบบ Open source ด้วยกัน ซึ่งนั่นส่งผลให้ OpenStack เป็นโปรแกรมที่เหมาะกับ Infrastructure ขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนี้)

OpenStack ในฐานะแพลตฟอร์มแบบ Open source

ภายหลังจาก NASA และ Rackspace เป็นผู้เริ่มต้นพัฒนา OpenStack เป็น Open source ให้เหล่าโปรแกรมเมอร์นำไปพัฒนาต่อได้ตามต้องการ โดยตรวจสอบ Source code ได้ทาง GitHub ทั้งนี้พวกโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบ OpenStack เองก็ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ที่นำ OpenStack ไปใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น Rackspace และ PayPal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีโปรเจ็คเกี่ยวกับ OpenStack อีกหลายโครงการ ซึ่งส่วนมากก็เป็นโปรเจ็คเฉพาะด้าน เช่น การติดตั้งแบบ bare-metal ผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งาน OpenStack หรือจะทดลองใช้ ทาง OpenStack ก็มี Development Version ให้ลองเล่นกันได้โดยนำไปติดตั้งบน Ubuntu Linux หรือจะใช้ OpenStack Autopilot wizard ในการสั่ง Deploy ก็ได้ ส่วน Source code ก็ไม่จำเป็น เพราะ OpenStack สามารถหาได้จาก Python package โดยใช้ Tools ชื่อ apt-get ในการติดตั้ง

รู้จัก Ecosystem ของ OpenStack

OpenStack กับ Amazon EC2 อาจดูคล้ายกันมาก เพราะผู้ใช้สามารถ Provision VM จาก dashboard หรือ API ได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างหลักๆ นอกจากเรื่องที่ OpenStack เป็นของฟรี ก็คือ Amazon EC2 เป็นบริการ Public Cloud เท่านั้น ส่วน OpenStack ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็นบริการ Private Cloud ของ OpenStack เอง หรือจะสมัครไปใช้ Public Cloud จากตัวแทนผู้ให้บริการของ OpenStack ก็ได้

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า OpenStack ไม่ใช่ Hypervisor แต่ถูกสร้างมาเพื่อทำงานร่วมกับ Hypervisor ที่แตกต่างกันหลายๆ เครื่อง User สามารถเลือกได้ว่าจะ Deploy Hypervisor บนตัวเครื่อง (machine) หรือบน OS ที่ built-in มากับ Hypervisor เช่น Linux KVM เป็นต้น นอกจากนี้ OpenStack ยังทำให้ User สามารถนำ VM ไปติดตั้งบน Bare-Metal Server (เซิร์ฟเวอร์สำหรับผู้ใช้คนเดียว) ได้อีกด้วย

Component หลักของ OpenStack

  • Horizon (Dashboard) : เป็น User Interface (UI) แบบ Web-based
  • Nova (Compute) : ประกอบด้วย Controller และ Compute Nodes ที่ดึง VM image มาจาก OpenStack image service และสร้าง VM บนเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการ โดยมี APIs ที่แตกต่างกันตามแต่ Platforms เช่น XenAPI, VMwareAPI, libvirt for Linux KVM (QEMU), Amazon EC2, และ Microsoft Hyper-V เป็นต้น
  • Neutron (Networking) : สำหรับสร้าง Virtual Network และ Network Interface อีกทั้งยังทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Networking Products จากตัวแทนผู้ให้บริการอื่นๆ
  • Swift (Object storage) : มีหลักการทำงานเหมือน Amazon S3 โดยจะบันทึกข้อมูลแบบเดี่ยว อย่าง Image เก็บไว้โดยใช้ระบบ REST Web service
  • Cinder (Block storage) : คล้ายกับ Swift โดยจะเก็บ disk file ต่างๆ เช่น Log และเปิดให้เราสามารถเพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปได้ ในขณะที่ Swift จะให้เก็บแทนที่ของเดิมเท่านั้น
  • Keystone (Identity storage) : เป็นตัวคำสั่งที่เปิดให้ User และ Process สามารถเข้าถึง Tools ต่างๆ ของ OpenStack ได้โดยสร้าง Authentication Token ขึ้นมา
  • Glance (Image service) : เป็นตัวหลักของ OpenStack ในฐานะ Cloud Operating System คือ การสร้าง VM image ขึ้นมา โดย Glance คือแคตตาล็อกรวม VM ที่เราอัพโหลดเอาไว้และเปิดให้ใช้กันภายในองค์กร
  • Trove (Database server) : เป็นตัวสนับสนุนการทำงานของ Database ที่ต่างกัน

นอกจากนี้ Component พวกนี้ของ OpenStack ยังใช้ MySQL database ที่หลากหลาย สามารถทำงานร่วมกับ Python รวมทั้งใช้ Command line interface ของ Python ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

คำสั่งดาวน์โหลด Keystone จากเซิร์ฟเวอร์ Linux ที่เก็บข้อมูลเอาไว้แบบ Public

apt-get install keystone python-keystoneclient

คำสั่งสร้าง User บน Keystone

keystone user-create –name Sam –description “Sam”

คำสั่งลิสต์ชื่อ VM images ด้วย Nova

nova image-list

คำสั่งเปิด Python Shell ก็ทำได้ง่ายๆ แค่พิมพ์ Python แล้วตามด้วย

from keystoneclient.v2_0 import client

หรือถ้าใครไม่คล่อง Python CLI (Command Line Interface) จะสลับไปใช้ Dashboard แบบคลิกก็ได้เหมือนกัน

OpenStack พร้อมนำ Liberty มาสู่ Cloud

เมื่อพูดถึง Public Cloud หลายคนคงนึกถึง  Amazon Web Service (AWS) เพราะถือว่าเป็นผู้คลองตลาด Public Cloud แต่ถ้าพูดถึง Private Cloud คงหนีไม่พ้น OpenStack ซึ่งเป็น Open Source ที่รองรับการทำงาน Private Cloud ได้ดีที่สุด

พูดได้เลยว่าไม่มี Cloud Technology Platform ใดๆ ได้รับการสนับสนุนและถูกนำมาใช้งานมากเท่า OpenStack ซึ่ง OpenStack นั้นเกิดจากการร่วมมือของ NASA และ Rackspace ในปี 2010 ก่อนจะเติบโตขึ้นในฐานะ Open Source โดยมีผู้ให้การสนับสนุนมากมาย ทั้ง HP, IBM, Intel, Cisco, Dell, EMC, VMware, Symantec, Huawei, และ Yahoo

ใครใช้ OpenStack บ้าง?

ผู้ให้การสนับสนุนที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของจำนวนผู้ใช้งาน OpenStack เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง OpenStack ยังเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของทั้ง eBay, PayPal, Comcast, Time Warner Cable และ BestBuy ส่วนทาง NASA เองก็เป็นอีกหนึ่งสาวกผู้กำลังใช้ OpenStack เป็นรากฐานพัฒนาเทคโนโลยีพามนุษย์ไปสู่ดาวอังคาร นอกจากนี้ภายในงาน OpenStack Summit ที่ Vancouver ในปี 2015 ที่ผ่านมา ผู้ค้าระดับโลกอย่าง Walmart ยังได้ออกมาพูดถึงการใช้งาน OpenStack กับระบบการจัดการ Ecommerce ว่ามันสามารถสร้างความสำเร็จมหาศาลได้อย่างไร

เมื่อเราพอจะเห็นภาพกว้างๆ แล้วว่า OpenStack ถูกใช้โดยใครและใช้ทำอะไรบ้างแล้ว ก็ต้องมาทำความเข้าใจกันเสียหน่อยว่าแท้จริง OpenStack

ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ Virtualization Hypervisor, Homogeneous Cloud Product หรือผลิตภัณฑ์ Cloud ที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียวแบบเสร็จสรรพ ตั้งแต่ Hypervisor ยัน Management Layer (* อ้างอิงจาก http://www.bmc.com/blogs/what-price-homogeneity/) แต่อย่างใด

OpenStack เป็นเพียงแพลตฟอร์มผสานการทำงาน หรือ Integration Platform เท่านั้น โดย OpenStack จะเป็น Framework ที่มาพร้อมกับ API และ Tool สำหรับ Cloud Service พวก Product และ Technology ต่างๆ จะถูก Integrate และ Deploy ภายใน Framework นี้ เพื่อสร้าง OpenStack Cloud ขึ้นมา

ผู้ให้บริการบิดเบือนความหมายของ Cloud

      ปัจจุบันนี้ความหมายของ Cloud ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด สาเหตุหลักเพราะผู้ให้บริการจงใจบิดเบือนความหมายเพื่อจะขายสินค้าของตน ดังนั้นในบทความนี้จะขอยึดเอาคำจำกัดความจาก Amandeep Singh Juneja ผู้เป็น Senior Director ด้าน Cloud Engineering ที่ Walmart Labs ที่ได้กล่าวไว้ว่า Cloud ของ OpenStack นั้น หมายถึง “การนำมาซึ่งความยืนหยุ่นและการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบ Infrastructure” ทั้งนี้ OpenStack เองก็ได้นำเสนอ Framework ที่จะทำให้ ระบบ Infrastructure ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่นเช่นเดียวกัน

นิยามใหม่ของ OpenStack Cloud

ในจุดเริ่มต้นของ OpenStack เดิมทีมีอยู่เพียงแค่ 2 โปรเจ็กต์คือ Nova Compute Project และ Swift Storage ซึ่ง Nova จะทำให้ Cloud Operator สามารถเลือกการ Deploy ได้จาก Hypervisor และ Virtualization Technology หลายๆ แบบ ไม่ว่าจะ ESX ของ VMware, Open Source อย่าง KVM และ Xen Hypervisor หรือกระทั้ง Hyper-V ของ Microsoft ก็สามารถนำมา Deploy ใน Nova ได้เช่นกัน

แต่พอหลังจากนั้น OpenStack ก็ได้ขยายการพัฒนา โดยการเพิ่มโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เข้าไปภายใต้สิ่งที่รู้จักกันในชื่อ OpenStack Integrated Release สำหรับ OpenStack Kilo ที่ปล่อยออกมาเมื่อเดือนเมษายน ปี 2015 มีการผสานรวมหลายๆ โปรเจ็กต์เข้าด้วยกัน ได้แก่ Nova compute, Swift object storage, Cinder block storage, Keystone identity, Horizon dashboard, Glance image, Neutron networking, Trove database, Sahara Big Data, Heat orchestration, Ceilometer monitoring และ Ironic Bare Metal projects

ความท้าทายของ Integrated Release ก็คือ ในการใช้งาน OpenStack Cloud เราไม่ได้ใช้สิ่งที่อยู่ใน Integrated Release ครบทั้งหมด เริ่มด้วย Liberty Release ที่จะทำให้เกิดนิยามใหม่ขึ้นสำหรับ OpenStack แล้วไหนจะ DefCore Project ส่วนสำคัญที่ต้องเข้าไปอยู่ใน Cloud เพื่อให้สามารถเรียกได้ว่าเป็น OpenStack Cloud นอกจากนี้ยังมี Big Tent ซึ่งเต็มไปด้วยสารพัดโปรเจ็กต์ให้ผู้ใช้หรือผู้ให้บริการ Cloud ได้เลือกสรร

ทั้งนี้ Big Tent ได้เปลี่ยนคำนิยามของ OpenStack Cloud ไปเสียหมด ทั้งเรื่องที่ OpenStack Cloud คืออะไร และสามารถทำอะไรได้บ้าง นั่นหมายความว่า Liberty ที่ปล่อยออกมาก็จะสร้างความแตกต่างมหาศาลให้กับ OpenStack เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม DefCore ยังคงเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ ทั้ง Keystone Identity service และ API เพราะ Keystone คือตัวเปิดการทำงานของ Federated Identity หรือ การพิสูจน์ตัวตนแบบรวมศูนย์ ใน OpenStack Cloud ด้วยไอเดียที่จะให้ OpenStack Foundation กลายมาเป็น OpenStack Powered Planet คือ ให้เกิดศูนย์กลางการใช้งาน OpenStack ทั่วโลกนั่นเอง

Private Cloud แหล่งเก็บข้อมูลความปลอดภัยสูง ตอบโจทย์ทุกองค์กร

Private Cloud คือรูปแบบหนึ่ง ของ Cloud Computing ส่วนประกอบคือ Cloud Based Environment ที่แยกออกอย่างชัดเจน พร้อมกับมีการรักษาความปลอดภัยอย่างดีเยี่ยม ถือได้ว่าเหมาะกับองค์กรเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้เข้าถึงได้จะต้องได้รับอนุญาติก่อนเท่านั้น

โดยทั่วไประบบ Private Cloud จะถูกจำแนกออกจาก Cloud รูปแบบอื่น จากการที่มีผู้เข้าถึงได้เพียงแค่องค์กรเดียวเท่านั้น เพื่อรักษาข้อมูลที่เป็นความลับของแต่ละองค์กร ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยที่สูงกว่าในระดับปกติ แตกต่างกับการบริการ Public Cloud ที่ให้ผู้ใช้งานหลายๆ คนเข้าถึงได้ นอกจากนั้น Private Cloud จะใช้วิธีดึงทรัพยากรจากแหล่งที่แยกออกมาต่างหาก โดยอาจติดตั้งอยู่ภายในหรือภายนอกก็ได้เช่นกัน

กล่าวคือระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูงในระดับนี้ ถือว่าเหมาะกับกลุ่มองค์กรที่มีการเก็บข้อมูลที่เป็นส่วนตัวไว้ค่อนข้างมาก และมีความละเอียดอ่อนค่อนข้างสูง เพื่อไม่ให้ถูกรุกล้ำทางข้อมูลได้โดยง่าย

ถ้าจะพูดถึงฟีเจอร์หรือประโยชน์ของ Private Cloud  ก็คงจะมีหลายอย่าง วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงข้อหลักๆ ที่จะทำให้คุณไม่ควรพลาด Private Cloud ด้วยประการทั้งปวง

มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง ด้วยเทคโนโลยีที่มีแหล่งทรัพยากรแยกออกมาต่างหาก ทั้งยังจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้งาน และต้องเชื่อมต่อจากภายในระบบขององค์กรเท่านั้น ทำให้มีความปลอดภัยของข้อมูลที่ค่อนข้างสูง

ควบคุมได้มากขึ้น เนื่องจากบริการ Private Cloud สามารถเข้าถึงได้โดยองค์กรเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น ทางองค์กรจึงสามารถจัดการจากภายในได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้การใช้งานที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด

ใช้ต้นทุนและพลังงานอย่างคุ้มค่า Private Cloud สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรในองค์กรได้โดยตรง ถึงแม้ว่าจะประหยัดงบประมาณได้ไม่เท่า  Public Cloud แต่ Private Cloud ก็มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบ LANs แบบเก่า เพราสามารถลดรายจ่ายส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน และช่วยให้องค์กรสามารถลด Carbon ที่จะออกมาสู่ชั้นบรรยากาศได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย

มีความน่าเชื่อถือสูง เพราะหากระบบเกิดความเสียหาย บริการ Private Cloud สามารถดึงทรัพยากรจาก Server ที่ไม่ได้รับความเสียหายมาใช้งานได้ นอกจากนั้น หาก Cloud ถูก Host จากผู้ให้บริการบุคคลที่สาม ก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับความปลอดภัยแน่นอน

ระบบ Cloud Bursting ผู้ให้บริการ Private Cloud บางรายจะมีบริการ Cloud Bursting เสริมเข้ามา เผื่อกรณีที่มี Traffic สูงขึ้นมากะทันหัน ซึ่งบริการนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถย้ายฟังก์ชันที่ไม่ได้เป็นความลับ หรือข้อมูลสำคัญอะไรไปยัง Public Cloud ชั่วคราวได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับข้อมูลสำคัญ โดย Private Cloud สามารถทำงานร่วมกับ Public Cloud เพื่อสร้าง Hybrid Cloud ขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างสูงสุด

Private Cloud ถือว่าเป็นบริการที่มีประโยชน์กับองค์กรทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ด้วยเหตุที่มีทั้งความเป็นส่วนตัว และมีความปลอดภัยสูง ถือว่าเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ควรมีไว้ในองค์กรเป็นอย่างมาก

 

Containers เปลี่ยนทุกอย่างได้อย่างไร

กลุ่ม DevOps เติบโตมาพร้อมกับ Automation Tools ทั้งหลายในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การพัฒนา Application สมัยใหม่ไม่ใช่แค่นั่งเขียน Code แต่ Developer ยังต้องคำนึงถึงการเลือกใช้ Tools และวิธีทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Application

Container เป็นหนึ่งใน Tools ชิ้นสำคัญสำหรับ Workflow โดยเทคโนโลยี Container อย่าง Docker ทำให้เราสามารถจับเอาพวก Key Service จาก Infrastructure ออกมาใช้งานได้ นับว่าฉีกแนวความคิดเรื่องการ Deploy Application และการใช้ประโยชน์จาก Cloud Infrestructure ไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อ Infrastructure ใหม่ถูก Deploy และทดสอบเรียบร้อยแล้ว แค่เปลี่ยน DNS ก็ย้ายมาใช้งานได้ทันที วิธีการนี้จะทำให้สามารถเก็บ Virtual Infrastructure ตัวเก่าไว้เป็น Backup ได้ในช่วงแรก ก่อนจะลบมันทิ้งในภายหลัง

การสร้าง Complete Infrastructre ขึ้นมาเลยอาจฟังดูแปลก แต่เมื่อคำนึงถึงความคุ้มค่าของ Cloud Deployment แล้วก็ไม่แพงไปกว่าการ Deploy Update เฉพาะ Server หรือ Service ที่อาจจะทำงานแค่ระยะหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้การ Deploy ทั้งระบบยังอาจทำให้ OS หรือ ซอฟต์แวร์ได้รับการอัพเดทโดยอัตโนมัติอีกด้วย

การไม่ต้องลงทุนกับ Hardware เราสามารถใช้ Cloud Platform ตัวเดียวกันนี้ในขั้นตอน Dev, Test, และ Production ได้เลย เพียงแค่มี Virtual Network แยกแต่ละ Environment กับ Access Control ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถทำงานกับ Production Data ในขั้นตอน Development ได้ด้วยการ Clone Store เมื่อต้องการ Clean Data

 

Container แหล่งบรรจุทุกอย่าง

การบรรจุ Application ลงใน Docker Container ทำให้จัดการและดึงเอาองค์ประกอบหลักๆ ของ Application จาก Infrastructure มาได้ง่ายขึ้น ทั้งยัง Scale Service ได้อย่างอิสระ

วิธีการนี้นำมาซึ่งรูปแบบใหม่ของ DevOps คือ Idempotent Container โดยแทนที่จะสร้าง Aplication หรือ Service แบบสำเร็จ ก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้าง Container ที่เก็บรวม Application, Service, และทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องใช้ในการรัน Application เข้าไว้ด้วยกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่นึกอยากจะเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็สร้าง Container ขึ้นมาใหม่ ทดสอบ และ Deploy ในฐานะที่เป็นทั้ง Application ไม่ใช่แค่องค์ประกอบชิ้นหนึ่ง การทำแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงของขั้นตอน Development ได้ ต่างจากวิธีการแบบดั้งเดิมที่จะทดสอบแค่ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อ Container ถูกสร้างและ Deploy ขึ้นมาแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรจนกว่า Container อันใหม่จะถูก Deploy เพราะ Container เองก็เป็น Sandbox อย่างหนึ่ง การจะเข้าถึงและจัดการ Content ภายในจึงต้องทำผ่าน API เท่านั้น ส่วนในกรณีของ End-User ก็ต้องใช้บริการ UI ทำให้ Container เป็นรูปแบบในอุดมคติสำหรับ Microservice ที่ใช้ API เป็นแค่สื่อกลางการใช้งาน และด้วยบทบาทของ API ซึ่งเป็นเหมือนข้อตกลงระหว่างทีม DevOps ดังนั้น Container ที่รันบน Server Instance ขนาดเล็ก เช่น CoreOS หรือ Nano Server ของ Microsoft ก็จะกลายมาเป็น Block หนึ่งของ Infrastructure

 

เป็นไปตามกระแส

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ Jenkins กลายเป็น Tool มาตรฐานในขั้นตอนการ Build ได้สร้าง Pipeline Tool ที่รองรับ Docker เพิ่มเข้ามา ลักษณะโครงสร้างที่ปรับแต่งได้ ทำให้สามารถปรับเข้ากับแต่ละ Workflow และทำงานร่วมกับ Source Control Tool รวมทั้ง Development และ Test Platform ได้ง่ายๆ

Kohsuke Kawaguchi ผู้เป็น CTO ของ Cloudbees และ Project Founder ของ Jenkins กล่าวถึงการเพิ่ม Support ของ Docker ว่า “มันช่วยผลักดันความต้องการใช้งาน Jenkins โดยมี Docker ในฐานะ Executable Package Format ให้ Compile และ Package ลงไปใน Binary Blob ที่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที และลบทิ้งได้เมื่อไม่ต้องการแล้ว”

เห็นได้ชัดว่า Docker และ Container Format อื่นๆ เข้ากันได้ดีกับวิสัยทัศน์ของ Cloudbee ที่มีต่อ Jenkins “ผู้ใช้สามารถใช้มันสำหรับการ Test หรือ Production ได้ และถ้าล้มเหลว ก็สร้างขึ้นมาใหม่ สามารถ Compile Code ลงใน Module เหมือนกับ Ruby Gem แล้วใส่ลง Container ก่อนจะส่งไปยัง Puppet เพื่ือ Deployment”

ในขณะที่ Docker File Format อยู่ในฐานะภาษาสากลสำหรับโลก Container ทางด้าน Linux Foundation ก็กำลังสนับสนุนการพัฒนา “Open Container Format” ที่มีลักษณะเป็น Common Format ร่วม ดึงเอาเหล่า Container Developer และตัวแทนผู้ให้บริการทั้งหลายมารวมกัน กระทั่งบริษัทอย่าง Microsoft ก็เข้าร่วมด้วย ซึ่ง Common Container Format นี้จะช่วยกระจายการใช้ Container ในกลุ่มผู้ให้บริการ Cloud ทั้ง Public และ Private ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี การมี Common Format ของ Container ไม่ได้ช่วยขจัดปัญหาด้านการจัดการ Cloud Infrastructure ที่แตกต่างกันได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยมันก็พอจะช่วยให้การย้าย Service ระหว่าง Cloud สะดวกขึ้น เช่น การย้ายจาก Azure ไปยัง AWS หรือ จาก OpenStack ไปยัง Google Cloud เป็นต้น ส่วน Infrasturcture ที่ถูกจัดการด้วย Puppet หรือ Chef ในระบบคลังของ Git ก็ช่วยให้พัฒนา Translation Layer ที่ใช้ Generic VM และ Network Description สำหรับ Application ได้ และมี Orchestration ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะใช้บริการ Cloud แบบไหนอยู่ก็ตาม

Public Cloud อีกก้าวของการจัดการธุรกิจ

บริการ Cloud มี 2 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ คลาวด์สาธารณะ หรือ Public Cloud และ คลาวด์สำหรับองค์กร หรือ Private Cloud ซึ่งชื่อก็บอกเราถึงความแตกต่างกัน ของ Public Cloud กับ Private Cloud

Public Cloud ซึ่งอยู่ภายใน Virtualised Environment โดยมีแหล่งทรัพยากรทางกายภาพร่วมกัน ซึ่งระบบ Public Cloud นี้ สามารถเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เน็ต

ด้วยความที่ Public Cloud เป็นระบบที่สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ จึงทำให้ข้อดีของ Public Cloud นั้นมีอยู่หลายอย่าง ทั้งยังเหมาะกับผู้ใช้งานรายบุคคลที่ไม่ต้องการระบบ Infrastructure และระบบรักษาความปลอดภัยในระดับสูงเทียบเท่ากับ Private Cloud นอกจากนั้นองค์กรต่างๆ ก็สามารถนำ Public Cloud มาเสริมประสิทธิภาพการทำงานต่างๆ ขององค์กรได้

ซึ่งถ้าจะพูดถึงข้อดีและฟีเจอร์เด่นๆ ของ Public Cloud ก็จะดึงออกมาได้ดังนี้

Scale การทำงานได้ดีมาก โดยเราสามารถดึงทรัพยากรของ Public Cloud มาได้ตามที่ต้องการจากแหล่งทรัพยากรขนาดใหญ่ที่รันอยู่ ทั้งยังตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงการทำงานได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ราคาไม่แพง เนื่องจากระบบ Public Cloud เป็นระบบปฏิบัติการส่วนกลาง และการจัดการทรัพยากรนั้นถูกแชร์ร่วมกันผ่านทาง Cloud อยู่แล้ว จึงทำให้ไม่ต้องปรับเปลี่ยน Server อะไรมากนัก ซึ่งบางครั้งก็มีให้ใช้กันได้แบบฟรีๆ ด้วยซ้ำไป เพื่อแลกกับการโฆษณาและผลประโยชน์อื่นๆ ของผู้ให้บริการ

คุ้มราคาค่าบริการ การคิดค่าบริการของ Public Cloud คือการจ่ายเท่าที่ใช้ โดยให้ผู้ใช้บริการเข้าใช้งานได้ตามต้องการ ในเวลาที่ต้องการเช่นกัน หลังจากนั้นจึงจ่ายค่าบริการในส่วนของทรัพยากรที่ใช้ไปนั้นๆ ตามสัดส่วน

ไม่เคยล้มเหลว Server และ Network จำนวนมากที่อยู่ใน Public Cloud จะมีการเซ็ตระบบไว้ให้พร้อมก่อน ซึ่งต่อให้ระบบทางกายภาพส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานล้มเหลว บริการ Cloud นี้ก็ยังสามารถทำงานต่อไปบนระบบที่เหลือได้โดยไม่เกิดผลกระทบใดๆ

มีความยืดหยุ่นสูง ปัจจุบัน Public Cloud รองรับการเข้าถึงจากทุกอุปกรณ์ที่สารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งสารถเติมเต็มได้ทุกวัตถุประสงค์การใช้งาน และสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงเป็นอย่างมาก ทำให้มีเวลาในการไปพัฒนาองค์กรในส่วนอื่นๆ ได้อีก

ใช้ได้ทุกสถานที่ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Public Cloud เข้าถึงได้จากทุกที่ที่มีอินเตอร์เน็ต ดังนั้นจึงไม่ใช้เรื่องยากเลยที่จะเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งในยามปกติและยามฉุกเฉินที่จะต้องรีบเข้าถึงข้อมูลในยามจำเป็น ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกันบน Online Ducument จากหลายๆ ที่ก็ได้เช่นกัน

เห็นข้อดีของ Public Cloud ว่ามีมากมายขนาดนี้ เชื่อได้เลยว่าในอนาคต Public Cloud เองจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจก้าวหน้าขึ้น และเป็นองค์กรที่เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้แน่นอน

 

Mirantis OpenStack ร่วมกับ Apcera สร้างความปลอดภัยให้ Open Source

ในปัจจุบัน Open Source ได้กลายเป็น Software ตัวเลือกแรกที่หลายองค์กรนำไปใช้ในการปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ เพราะช่วยทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวสูงขึ้นจากการตอบโจทย์ด้าน IT ได้อย่างรวดเร็ว และยังมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ามากกว่า Commercial Software แต่ทั้งนี้ Open Source Solution ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความปลอดภัยที่ไม่เป็นไปตามข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์

        ดังนั้นเพื่ออุดช่องว่างนี้ บริษัท Apcera ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน Open Source Solution จึงมุ่งหวังที่จะหาข้อแก้ไขด้วยการพัฒนาระบบคลาวด์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนในที่สุดในงาน OpenStack Summit 2015 ณ. เมือง Vancouver ประเทศแคนาดา บริษัท Apcera ได้ประกาศวางจำหน่าย Hybrid Cloud Operating System สำหรับผู้ใช้ Mirantis OpenStack อย่างเป็นทางการ

        โดย Hybrid Cloud Operating System คือ ระบบที่เกิดจากการร่วมมือระหว่าง Apcera กับ Mirantis ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud OpenStack ผลิตโครงสร้างพื้นฐานแบบ Open Source ให้แก่องค์กรกว่า 200 แห่ง ซึ่งโดย Hybrid Cloud Operating System จะช่วยให้ผู้ใช้ OpenStack ไม่เพียงแต่สามารถเชื่อมต่อกับ Private Cloud ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Public Cloud อื่นๆ อาทิ Amazon Web Services (AWS), Google Compute Engine (GCE), VMware vSphere ได้อย่างปลอดภัยตามนโยบายชอง Apcera

        และข้อดีของระบบนี้นอกจากจะทำให้ผู้ใช้ควบคุมทรัพยากรทั้งได้ดีขึ้น มองเห็นการโต้ตอบของทรัพยากรได้ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญคือมีความปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเชื่อต่อกับ Private Cloud หรือ Public Cloud

อ้างอิง : https://www.apcera.com/blog/bringing-security-open-source

ครบวงจร ครอบคลุมทุกเรื่อง Cloud Computing ด้วย Cloud Training

ปัจจุบันนี้ Cloud Computing ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาให้กับองค์กรเป็นอย่างมาก เพราะว่าเจ้าระบบนี้มีความพิเศษตรงที่ สามารถสร้าง Data Foundation ที่แข็งแกร่ง รวดเร็ว ได้ถูกต้องแม่นยำระบบประเมินผลแบบ Real-Time พร้อม Data Management Platform ที่สามารถทำงานร่วมกับ Big data ได้ ถ้าต้องการสร้าง Application Data-Driven ก็สามารถทำได้ทันที จบปัญหาการติดต่อสื่อสารผิดพลาด ล่าช้า

ยกตัวอย่างแม้แต่ฝ่าย  HR (ฝ่ายทรัพยากรบุคคล) ของแต่ละองค์กรที่ดูเหมือนไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นฝ่ายที่ทำงานเกี่ยวกับข้อมูลและเอกสาร Cloud Computing ยังเข้ามามีส่วนช่วยในการประมวลผลข้อมูลการสมัครงาน เอกสารการเดินเรื่องภายใน รวมถึงตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

และในช่วงปี 2016 – 2020 นี้ความยืดหยุ่นด้าน IT Solution จะขยายอาณาเขตจากองค์กรธุรกิจเข้าไปช่วยในสถาบันการศึกษา เพราะโครงสร้างพื้นฐานระบบ Cloud ที่ได้รับการออกแบบอย่างดีและพิถีพิถันไม่เพียงแต่จะทำให้ครูและนักเรียนมีเครื่องมือทางเทคโนโลยีล่าสุดไว้ใช้ แต่ยังจะช่วยสร้างความเท่าเทียมในด้านการศึกษา เนื่องจากสำหรับ Cloud Computing แล้ว ไม่ว่าสถาบันนั้นจะมีขนาดเล็ก หรือมีงบประมาณจำกัดแค่ไหน ก็ยังสามารถเข้าถึงนวัตกรรมอันก้าวหน้านี้ได้

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า Cloud Computing เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น มีความสำคัญในหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่บุคลากรจะหันมาเรียนรู้เรื่องราวของ Cloud และวิธีการเข้าถึงประโยชน์

โดย Cloud Training จาก NIPA.Cloud (บริษัท นิภา เทคโนโลยี จำกัด) ได้ตอบโจทย์ดังกล่าวด้วยการที่ NIPA.CLOUD ได้จับมือกับ Mirantis (training.mirantis.com) จัดอบรมความรู้เรื่องระบบ Cloud Training ในไทยและประเทศอาเซียน มีหลักสูตรการสอน Cloud Training, OpenStack Training ที่ครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โดยเฉพาะด้าน Cloud OpenStack ผู้ดูแลระบบ และผู้จัดการระบบพร้อม รับประกันเนื้อหาใช้หลักสูตรการสอนทั้งหมดจาก Mirantis ทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาจากวิศวกรมากกว่า 200 ท่าน

 

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ training.nipa.cloud