OpenStack พร้อมนำ Liberty มาสู่ Cloud

เมื่อพูดถึง Public Cloud หลายคนคงนึกถึง  Amazon Web Service (AWS) เพราะถือว่าเป็นผู้คลองตลาด Public Cloud แต่ถ้าพูดถึง Private Cloud คงหนีไม่พ้น OpenStack ซึ่งเป็น Open Source ที่รองรับการทำงาน Private Cloud ได้ดีที่สุด

พูดได้เลยว่าไม่มี Cloud Technology Platform ใดๆ ได้รับการสนับสนุนและถูกนำมาใช้งานมากเท่า OpenStack ซึ่ง OpenStack นั้นเกิดจากการร่วมมือของ NASA และ Rackspace ในปี 2010 ก่อนจะเติบโตขึ้นในฐานะ Open Source โดยมีผู้ให้การสนับสนุนมากมาย ทั้ง HP, IBM, Intel, Cisco, Dell, EMC, VMware, Symantec, Huawei, และ Yahoo

ใครใช้ OpenStack บ้าง?

ผู้ให้การสนับสนุนที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของจำนวนผู้ใช้งาน OpenStack เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง OpenStack ยังเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของทั้ง eBay, PayPal, Comcast, Time Warner Cable และ BestBuy ส่วนทาง NASA เองก็เป็นอีกหนึ่งสาวกผู้กำลังใช้ OpenStack เป็นรากฐานพัฒนาเทคโนโลยีพามนุษย์ไปสู่ดาวอังคาร นอกจากนี้ภายในงาน OpenStack Summit ที่ Vancouver ในปี 2015 ที่ผ่านมา ผู้ค้าระดับโลกอย่าง Walmart ยังได้ออกมาพูดถึงการใช้งาน OpenStack กับระบบการจัดการ Ecommerce ว่ามันสามารถสร้างความสำเร็จมหาศาลได้อย่างไร

เมื่อเราพอจะเห็นภาพกว้างๆ แล้วว่า OpenStack ถูกใช้โดยใครและใช้ทำอะไรบ้างแล้ว ก็ต้องมาทำความเข้าใจกันเสียหน่อยว่าแท้จริง OpenStack

ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ Virtualization Hypervisor, Homogeneous Cloud Product หรือผลิตภัณฑ์ Cloud ที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียวแบบเสร็จสรรพ ตั้งแต่ Hypervisor ยัน Management Layer (* อ้างอิงจาก http://www.bmc.com/blogs/what-price-homogeneity/) แต่อย่างใด

OpenStack เป็นเพียงแพลตฟอร์มผสานการทำงาน หรือ Integration Platform เท่านั้น โดย OpenStack จะเป็น Framework ที่มาพร้อมกับ API และ Tool สำหรับ Cloud Service พวก Product และ Technology ต่างๆ จะถูก Integrate และ Deploy ภายใน Framework นี้ เพื่อสร้าง OpenStack Cloud ขึ้นมา

ผู้ให้บริการบิดเบือนความหมายของ Cloud

      ปัจจุบันนี้ความหมายของ Cloud ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด สาเหตุหลักเพราะผู้ให้บริการจงใจบิดเบือนความหมายเพื่อจะขายสินค้าของตน ดังนั้นในบทความนี้จะขอยึดเอาคำจำกัดความจาก Amandeep Singh Juneja ผู้เป็น Senior Director ด้าน Cloud Engineering ที่ Walmart Labs ที่ได้กล่าวไว้ว่า Cloud ของ OpenStack นั้น หมายถึง “การนำมาซึ่งความยืนหยุ่นและการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบ Infrastructure” ทั้งนี้ OpenStack เองก็ได้นำเสนอ Framework ที่จะทำให้ ระบบ Infrastructure ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่นเช่นเดียวกัน

นิยามใหม่ของ OpenStack Cloud

ในจุดเริ่มต้นของ OpenStack เดิมทีมีอยู่เพียงแค่ 2 โปรเจ็กต์คือ Nova Compute Project และ Swift Storage ซึ่ง Nova จะทำให้ Cloud Operator สามารถเลือกการ Deploy ได้จาก Hypervisor และ Virtualization Technology หลายๆ แบบ ไม่ว่าจะ ESX ของ VMware, Open Source อย่าง KVM และ Xen Hypervisor หรือกระทั้ง Hyper-V ของ Microsoft ก็สามารถนำมา Deploy ใน Nova ได้เช่นกัน

แต่พอหลังจากนั้น OpenStack ก็ได้ขยายการพัฒนา โดยการเพิ่มโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เข้าไปภายใต้สิ่งที่รู้จักกันในชื่อ OpenStack Integrated Release สำหรับ OpenStack Kilo ที่ปล่อยออกมาเมื่อเดือนเมษายน ปี 2015 มีการผสานรวมหลายๆ โปรเจ็กต์เข้าด้วยกัน ได้แก่ Nova compute, Swift object storage, Cinder block storage, Keystone identity, Horizon dashboard, Glance image, Neutron networking, Trove database, Sahara Big Data, Heat orchestration, Ceilometer monitoring และ Ironic Bare Metal projects

ความท้าทายของ Integrated Release ก็คือ ในการใช้งาน OpenStack Cloud เราไม่ได้ใช้สิ่งที่อยู่ใน Integrated Release ครบทั้งหมด เริ่มด้วย Liberty Release ที่จะทำให้เกิดนิยามใหม่ขึ้นสำหรับ OpenStack แล้วไหนจะ DefCore Project ส่วนสำคัญที่ต้องเข้าไปอยู่ใน Cloud เพื่อให้สามารถเรียกได้ว่าเป็น OpenStack Cloud นอกจากนี้ยังมี Big Tent ซึ่งเต็มไปด้วยสารพัดโปรเจ็กต์ให้ผู้ใช้หรือผู้ให้บริการ Cloud ได้เลือกสรร

ทั้งนี้ Big Tent ได้เปลี่ยนคำนิยามของ OpenStack Cloud ไปเสียหมด ทั้งเรื่องที่ OpenStack Cloud คืออะไร และสามารถทำอะไรได้บ้าง นั่นหมายความว่า Liberty ที่ปล่อยออกมาก็จะสร้างความแตกต่างมหาศาลให้กับ OpenStack เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม DefCore ยังคงเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ ทั้ง Keystone Identity service และ API เพราะ Keystone คือตัวเปิดการทำงานของ Federated Identity หรือ การพิสูจน์ตัวตนแบบรวมศูนย์ ใน OpenStack Cloud ด้วยไอเดียที่จะให้ OpenStack Foundation กลายมาเป็น OpenStack Powered Planet คือ ให้เกิดศูนย์กลางการใช้งาน OpenStack ทั่วโลกนั่นเอง