Mirantis OpenStack ร่วมกับ Apcera สร้างความปลอดภัยให้ Open Source

ในปัจจุบัน Open Source ได้กลายเป็น Software ตัวเลือกแรกที่หลายองค์กรนำไปใช้ในการปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ เพราะช่วยทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวสูงขึ้นจากการตอบโจทย์ด้าน IT ได้อย่างรวดเร็ว และยังมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ามากกว่า Commercial Software แต่ทั้งนี้ Open Source Solution ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความปลอดภัยที่ไม่เป็นไปตามข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์

        ดังนั้นเพื่ออุดช่องว่างนี้ บริษัท Apcera ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน Open Source Solution จึงมุ่งหวังที่จะหาข้อแก้ไขด้วยการพัฒนาระบบคลาวด์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนในที่สุดในงาน OpenStack Summit 2015 ณ. เมือง Vancouver ประเทศแคนาดา บริษัท Apcera ได้ประกาศวางจำหน่าย Hybrid Cloud Operating System สำหรับผู้ใช้ Mirantis OpenStack อย่างเป็นทางการ

        โดย Hybrid Cloud Operating System คือ ระบบที่เกิดจากการร่วมมือระหว่าง Apcera กับ Mirantis ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud OpenStack ผลิตโครงสร้างพื้นฐานแบบ Open Source ให้แก่องค์กรกว่า 200 แห่ง ซึ่งโดย Hybrid Cloud Operating System จะช่วยให้ผู้ใช้ OpenStack ไม่เพียงแต่สามารถเชื่อมต่อกับ Private Cloud ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Public Cloud อื่นๆ อาทิ Amazon Web Services (AWS), Google Compute Engine (GCE), VMware vSphere ได้อย่างปลอดภัยตามนโยบายชอง Apcera

        และข้อดีของระบบนี้นอกจากจะทำให้ผู้ใช้ควบคุมทรัพยากรทั้งได้ดีขึ้น มองเห็นการโต้ตอบของทรัพยากรได้ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญคือมีความปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเชื่อต่อกับ Private Cloud หรือ Public Cloud

อ้างอิง : https://www.apcera.com/blog/bringing-security-open-source

ครบวงจร ครอบคลุมทุกเรื่อง Cloud Computing ด้วย Cloud Training

ปัจจุบันนี้ Cloud Computing ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาให้กับองค์กรเป็นอย่างมาก เพราะว่าเจ้าระบบนี้มีความพิเศษตรงที่ สามารถสร้าง Data Foundation ที่แข็งแกร่ง รวดเร็ว ได้ถูกต้องแม่นยำระบบประเมินผลแบบ Real-Time พร้อม Data Management Platform ที่สามารถทำงานร่วมกับ Big data ได้ ถ้าต้องการสร้าง Application Data-Driven ก็สามารถทำได้ทันที จบปัญหาการติดต่อสื่อสารผิดพลาด ล่าช้า

ยกตัวอย่างแม้แต่ฝ่าย  HR (ฝ่ายทรัพยากรบุคคล) ของแต่ละองค์กรที่ดูเหมือนไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นฝ่ายที่ทำงานเกี่ยวกับข้อมูลและเอกสาร Cloud Computing ยังเข้ามามีส่วนช่วยในการประมวลผลข้อมูลการสมัครงาน เอกสารการเดินเรื่องภายใน รวมถึงตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

และในช่วงปี 2016 – 2020 นี้ความยืดหยุ่นด้าน IT Solution จะขยายอาณาเขตจากองค์กรธุรกิจเข้าไปช่วยในสถาบันการศึกษา เพราะโครงสร้างพื้นฐานระบบ Cloud ที่ได้รับการออกแบบอย่างดีและพิถีพิถันไม่เพียงแต่จะทำให้ครูและนักเรียนมีเครื่องมือทางเทคโนโลยีล่าสุดไว้ใช้ แต่ยังจะช่วยสร้างความเท่าเทียมในด้านการศึกษา เนื่องจากสำหรับ Cloud Computing แล้ว ไม่ว่าสถาบันนั้นจะมีขนาดเล็ก หรือมีงบประมาณจำกัดแค่ไหน ก็ยังสามารถเข้าถึงนวัตกรรมอันก้าวหน้านี้ได้

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า Cloud Computing เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น มีความสำคัญในหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่บุคลากรจะหันมาเรียนรู้เรื่องราวของ Cloud และวิธีการเข้าถึงประโยชน์

โดย Cloud Training จาก NIPA.Cloud (บริษัท นิภา เทคโนโลยี จำกัด) ได้ตอบโจทย์ดังกล่าวด้วยการที่ NIPA.CLOUD ได้จับมือกับ Mirantis (training.mirantis.com) จัดอบรมความรู้เรื่องระบบ Cloud Training ในไทยและประเทศอาเซียน มีหลักสูตรการสอน Cloud Training, OpenStack Training ที่ครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โดยเฉพาะด้าน Cloud OpenStack ผู้ดูแลระบบ และผู้จัดการระบบพร้อม รับประกันเนื้อหาใช้หลักสูตรการสอนทั้งหมดจาก Mirantis ทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาจากวิศวกรมากกว่า 200 ท่าน

 

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ training.nipa.cloud

สอบ OpenStack Certificate Administrator คืออะไร? ทำไม OpenStacker ต้องสอบ

เรามั่นใจว่าความฝันสูงสุดของ OpenStack Admin หลายคน คือ การมี OpenStack Certificate Administrator หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาไทยว่า “ใบรับรองความสามารถด้านการดูแลระบบ OpenStack” ไว้ในครอบครอง เพราะมันเป็นเสมือนใบเบิกทางที่จะนำพาตัวเองไปสู่หนทางที่ไกลกว่า ซึ่งหลายคนคงรู้วิธีการสมัครสอบ OpenStack Certificate  Administrator  กันอยู่แล้ว ว่าสามารถสมัครสอบได้ที่นี่ และมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราคา $300 สามารถสอบได้ภายใน 12 เดือนหลังการชำระเงิน ฉะนั้นวันนี้เราจึงจะพาย้อนความกลับไปดูว่าเจ้าใบรับรองที่ใครๆ ก็อยากได้นี่มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเมื่อได้มาสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง

ตามเดิม OpenStack Certificate (ใบรับรอง OpenStack) เริ่มต้นมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Mirantis, Red Hat และ Linux ฯลฯ ได้ทำการเปิดคอร์สสอนอบรมความรู้เรื่องการใช้ระบบ OpenStack ขึ้นมาให้บุคคลทั่วไปตลอดจนแอดมินที่ดูแลระบบได้เข้ามาลงทะเบียนเรียนและสอบเอาใบรับรองความเชี่ยวชาญด้าน OpenStack นี้กลับไป แต่มันกลับกลายเป็นมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ที่บริษัทเหล่านี้เอามาสอนครอบคลุมอยู่แค่ Platform ของบริษัทนั้นๆ มิใช่แบบ Open Source เพียวๆ ดังนั้นองค์กร OpenStack Foundation ซึ่งเป็นองค์กรหลักผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ Cloud Opensource จึงประกาศกลางงาน OpenStack Summit 2016 ณ เมือง Austin นครรัฐ Texas ในเดือนเมษายน ปี 2016 ว่า จะมีการสอบ OpenStack Certificate ของ OpenStack เองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ Certified OpenStack Administrator (COA) ด้วยความเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันทักษะ OpenStack กำลังเป็นที่ต้องการสูง

“COA is the first professional certification offered by the OpenStack Foundation. It’s designed to help companies identify top talent in the industry, and help job seekers demonstrate their skills.” – (Openstack.org, n.d.)

(COA คือ ครั้งแรกของการรับรองความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ OpenStack Foundation ออกแบบมาเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถระบุความสามารถระดับสูงในแวดวงอุตสาหกรรม และช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหางานด้าน OpenStack สามารถโชว์ทักษะของตนได้)

นั่นจึงหมายความว่าบุคคลทั่วไปที่สอบ OpenStack Certificate ผ่านจะได้รับรองความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน OpenStack สามารถนำใบรับรองความสามารถด้านการดูแลระบบ OpenStack นี้ไปใช้ในการสมัครงานตำแหน่งระดับสูงได้ และในทางเดียวกันหาก OpenStack Admin ที่ทำงานอยู่ในองค์กรใดองค์หนึ่งถือครอง OpenStack Certificate Administrator ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและเป็นตัวการันตีว่าทีมงานมีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งการวัดผลคะแนนผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ทาง COA ได้กำหนดไว้ในระเบียบการว่า “passing score of 76 or higher” หมายถึงผู้สอบ OpenStack Certificate Administrator  ต้องทำคะแนนให้ได้มากกว่าหรือเท่า 76 คะแนน

สรุปวิเคราะห์ผลบอลแมทซ์แรกในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-2018

สรุปวิเคราะห์ผลบอลแมทซ์แรกในพรีเมียร์

สำหรับทีมฟุตบอลที่พบกันเป็นคู่แรกในในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-2018 นั่นคือ อาร์เซนอล และ เลสเตอร์ ซิตี้ สรุปวิเคราะห์ผลบอลเริ่มจากแผนในการเล่นที่พบกัน อาร์เซนอลใช้แผนในการเล่นเป็นแผนเกมรุก 3-4-2-1 ส่วนเลสเตอร์ ซิตี้เลือกใช้แผนการเล่นที่ไม่เน้นเกมรุกแบบ 4-4-1-1 สถิติการพบกันระหว่างอาร์เซนอล และ เลสเตอร์ ซิตี้ตั้งแต่ปี 2014 ทั้งหมด 6 นัดที่แข่งกัน อาร์เซนอลเอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ได้ถึง 4 นัด อีก 2 นัดเสมอกัน

จากการสรุปวิเคราะห์ผลบอลย้อนหลัง อาร์เซนอลชนะตลอด 5 นัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ในขณะที่เลสเตอร์ ซิตี้ไม่ได้ชัยชนะเลยทั้งหมด 19 เกมจาก 21 เกมเยือนล่าสุดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และจากการสรุปทัศนคติวิเคราะห์ผลบอลก่อนเปิดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-2018 อาร์เซนอลชนะ 9 เกมรวด ณ สนามเวมบลีย์ หลังจากเอาชนะเชลซีในศึกคอมมิวนิตี้ชิลด์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้เป็นอย่างดีสำหรับอาร์เซนอล ส่วนเลสเตอร์ ซิตี้ การเล่นยังไม่เข้าที่เข้าทางอย่างที่ตั้งเป้าได้ แต่ก็จบเกมอุ่นเครื่องด้วยชัยชนะกลัดบัคได้ 2-1 ก่อนจะเปิดฤดูกาล 2017-2018 ทำให้ใครหลายคนมองว่าอาร์เซนอลเป็นต่อเลสเตอร์ ซิตี้อย่างมาก แต่จากสถิติอาร์เซนอลชนะเกมเปิดลีกได้แค่เกมเดียวจาก 7 ปีล่าสุดเท่านั้น

สรุปผลการวิเคราะห์ผลบอลหลังจากจบเกมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกระหว่างอาร์เซนอล และ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมนี้เป็นไปตามที่ได้สรุปวิเคราะห์ผลบอลไว้ก่อนหน้า นั่นคือ อาร์เซนอลชนะเลสเตอร์ ซิตี้ด้วยคะแนน 4-3 บทสรุปวิเคราะห์ผลบอลจะเห็นได้ว่าแนวรุกของอาร์เซนอลสามารถพังแผนรับของเลสเตอร์ซิตี้ได้ แต่เลสเตอร์ ซิตี้ก็ไม่ได้อ่อนข้อให้อาร์เซนอลสามารถรุกและรับได้อย่างดี ทำให้ฤดูกาลการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเปิดตัวด้วยความมันส์ทำให้แฟนๆลูกหนังเชียร์บอลสนุกสนานกันตั้งแต่เริ่มเปิดฤดูกาล

สรุปวิเคราะห์ผลบอลแมทซ์แรกในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-2018

สำหรับทีมฟุตบอลที่พบกันเป็นคู่แรกในในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-2018 นั่นคือ อาร์เซนอล และ เลสเตอร์ ซิตี้ สรุปวิเคราะห์ผลบอลเริ่มจากแผนในการเล่นที่พบกัน อาร์เซนอลใช้แผนในการเล่นเป็นแผนเกมรุก 3-4-2-1 ส่วนเลสเตอร์ ซิตี้เลือกใช้แผนการเล่นที่ไม่เน้นเกมรุกแบบ 4-4-1-1 สถิติการพบกันระหว่างอาร์เซนอล และ เลสเตอร์ ซิตี้ตั้งแต่ปี 2014 ทั้งหมด 6 นัดที่แข่งกัน อาร์เซนอลเอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ได้ถึง 4 นัด อีก 2 นัดเสมอกัน

จากการสรุปวิเคราะห์ผลบอลย้อนหลัง อาร์เซนอลชนะตลอด 5 นัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ในขณะที่เลสเตอร์ ซิตี้ไม่ได้ชัยชนะเลยทั้งหมด 19 เกมจาก 21 เกมเยือนล่าสุดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ และจากการสรุปทัศนคติวิเคราะห์ผลบอลก่อนเปิดการแข่งขันพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-2018 อาร์เซนอลชนะ 9 เกมรวด ณ สนามเวมบลีย์ หลังจากเอาชนะเชลซีในศึกคอมมิวนิตี้ชิลด์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้เป็นอย่างดีสำหรับอาร์เซนอล ส่วนเลสเตอร์ ซิตี้ การเล่นยังไม่เข้าที่เข้าทางอย่างที่ตั้งเป้าได้ แต่ก็จบเกมอุ่นเครื่องด้วยชัยชนะกลัดบัคได้ 2-1 ก่อนจะเปิดฤดูกาล 2017-2018 ทำให้ใครหลายคนมองว่าอาร์เซนอลเป็นต่อเลสเตอร์ ซิตี้อย่างมาก แต่จากสถิติอาร์เซนอลชนะเกมเปิดลีกได้แค่เกมเดียวจาก 7 ปีล่าสุดเท่านั้น

สรุปผลการวิเคราะห์ผลบอลหลังจากจบเกมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกระหว่างอาร์เซนอล และ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเกมนี้เป็นไปตามที่ได้สรุปวิเคราะห์ผลบอลไว้ก่อนหน้า นั่นคือ อาร์เซนอลชนะเลสเตอร์ ซิตี้ด้วยคะแนน 4-3 บทสรุปวิเคราะห์ผลบอลจะเห็นได้ว่าแนวรุกของอาร์เซนอลสามารถพังแผนรับของเลสเตอร์ซิตี้ได้ แต่เลสเตอร์ ซิตี้ก็ไม่ได้อ่อนข้อให้อาร์เซนอลสามารถรุกและรับได้อย่างดี ทำให้ฤดูกาลการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเปิดตัวด้วยความมันส์ทำให้แฟนๆลูกหนังเชียร์บอลสนุกสนานกันตั้งแต่เริ่มเปิดฤดูกาล

Email Marketing กำลังจะตาย ในขณะที่ Social Media Marketing กลายเป็นการตลาดทรงอานุภาพจริงหรือ?

ช่วงปี 2008-2012 หลังจากการเจริญเติบโตของสื่อโซเชียลเน็จเวิร์ค อย่าง Email Marketing ที่เคยรุ่งเรืองก็ได้รับความนิยมน้อยลง เหตุเพราะช่องทางการตลาดออนไลน์อย่าง Facebook, LINE@, Instagram และ Twitter ได้เข้ามามีหน้าที่สำคัญต่อวิธีการทำ กลยุทธ์ตลาดออนไลน์ กลายเป็นตัวหลักสำหรับการเพิ่มยอดขาย ที่ผู้ประกอบกิจการจำนวนมากนิยมใช้ จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า สรุปแล้ว Email Marketing ได้ตายลงไปแล้ว แล้วช่องทาง Social Media เป็นช่องทาง Marketing ที่ดีสุดจริงหรือ?

วันนี้เราเลยจะมาหาคำตอบกันว่าระหว่าง Email Marketing กับ Social Media Marketing ใครเป็นช่องทางการตลาดที่ทรงอานุภาพมากกว่ากัน เริ่มจาก…

Email Marketing
  1. Email Marketing (การตลาดผ่านอีเมล์)

Email Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ประเภทหนึ่งที่โด่งดังมากในยุคแรกๆ เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ส่วนมากนิยมใช้กับธุรกิจที่ต้องการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการในรูปแบบข้อความ (Text) ซึ่งถ้าทำอย่างเหมาะสมและถูกหลัก จะให้ผลตอบรับดี เพราะ Email Marketing สามารถกำหนดเนื้อหาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้จากการคัดแยกรายชื่อ Email ภายหลังที่กลุ่มเป้าหมายกรอกข้อมูลมา ในขณะเดียวกันยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าได้อย่างแนบแน่น ผ่านการอัพเดทข่าวสาร หรือการส่งโปรโมชั่นให้ทราบอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้ลูกค้าเก่ารู้สึกว่าเรายังคงให้ความสำคัญและยังให้สิทธิพิเศษแก่เขา และสร้างลูกค้าใหม่ได้ด้วยการบอกต่อจากลูกค้ารายเก่า จนกลายเป็นเสมือนวงจรการสร้างฐานลูกค้าแบบไม่รู้จบ

ซึ่งผู้ทำธุรกิจทุกคนสามารถทำได้เพียงแค่รู้จักเคล็ดลับการทำ Email Marketing ให้ถูกต้องและน่าดึงดูด เช่น รู้จักการใช้เครื่องมือขั้นสูง, กลยุทธ์ Personalize Email, วันเวลาที่เหมาะสมในการส่ง ฯลฯ และระวังการการส่งอีเมลที่ไม่พึงประสงค์, การส่งอีเมลที่มีเนื้อหาไม่ดีหรือเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ทดสอบแคมเปญอีเมลก่อนที่จะส่ง

  1. Social Media Marketing (การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย)

Social Media Marketing เป็นการทำการตลาดออนไลน์ผ่านบรรดาสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Facebook, Instagram, Twitter ฯลฯ โดยในปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากเพราะมีช่องทางการโฆษณาหลากหลายรูปแบบและมี Platform ที่เอื้ออำนวยต่อการทำโฆษณาที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบเนื้อหาเชิงลึก ความบันเทิง กิจกรรม และแบบไดนามิก ที่ Email Marketing ไม่สามารถทำได้เพราะถูกจำกัดจำนวนตัวอักษร จำกัดรูปแบบ ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดของการทำ Social Media Marketing คือ สามารถสร้างฐานลูกค้าที่เป็น Potential Buyer ได้กว้าง ไม่ใช่เพียงในประเทศที่คุณอาศัยอยู่ แต่รวมถึงประเทศอื่นๆ ระดับโลก เพราะสื่อสังคมออนไลน์หากมีการ Post เนื้อหา บทความ สินค้าหรือบริการใดๆ ลงไปแล้วผู้ใช้บริการสื่อนั้นผ่านมาเห็นแล้วเกิดการ Engagement ทั้ง Like, Share, Comment จะเกิดการส่งต่อไปยังหน้า Feed คนอื่นได้อีกหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นคนภายในไม่กี่วินาที แถมยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับการตลาดอื่นๆ ที่สำคัญคือสามารถทำโฆษณาได้ทุกวันและตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจเริ่มคิดว่า การที่ Social Media Marketing ได้รับความนิยม และเป็นช่องทางที่ทรงอานุภาพที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องถูกแล้ว เพราะการทำ Email Marketing ก็ดูยุ่งยากและซับซ้อนเกินไป แถมผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมาก็ต่างกันสุดขั้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิด Inequality ด้านข้อมูล เราจึงต้องมาดูข้อด้อยของ Social Media Marketing กันต่อ

ข้อด้อยของการทำธุรกิจออนไลน์บนสื่อโซเชีลมีเดีย คือ มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าการทำ Email Marketing เพราะปัจจุบันผู้ใช้บริการเริ่มตระหนักคิดว่า บนโซเชียลมีเดียนั้นไม่ว่าใครก็สามารถทำโฆษณาอ้างอิงสรรพคุณของสินค้าและคุณสมบัติของการบริการได้อย่างง่ายๆ ส่งผลให้การปิดการขายเป็นไปได้ยาก

ดังนั้นเมื่อลองพิจารณาข้อความข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะ Email Marketing หรือ Social Media Marketing ก็ล้วนแต่มีข้อดี-ข้อด้อยเป็นของตนเอง ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เพราะผลประโยชน์ตอนแทนของมันขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและวัตถุประสงค์ที่ผู้ประกอบการตั้งไว้ เช่น Email Marketing เหมาะสมกับธุรกิจที่ต้องการสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายสินค้า และธุรกิจที่ต้องการสานสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นสม่ำเสมอ ในขณะที่ Social Media Marketing เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์

ส่วนในส่วนของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ Smartphone ทำให้ Social Media Marketing ได้รับความนิยม และเป็นสาเหตุให้ Email Marketing เสื่อมอำนาจลงนั้นจริงหรือไม่ บริษัท Nielson Company ได้ออกมาเผยตัวเลขของผู้ใช้ Social Media ว่าหากผู้ใช้มีการใช้งาน Social Media มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมีการใช้ Email มากขึ้นเท่านั้น (Tukko Nathida,มปป) กล่าวได้ว่า นอกจาก Social Media จะไม่ทำลายหรือหักล้างการสื่อสารทาง Email แล้ว Social Media ยังเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ Email เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ดังนั้น ผู้ทำธุรกิจยังไม่ควรมองข้ามการทำ Email Marketing ไป เพราะ Email Marketing ไม่ใช่ช่องทางที่กำลังจะตาย ในทางกลับกันสามารถสร้างยอดขายถล่มทลายเนื่องจากเป็นการทำการตลาดแบบที่การตลาดออนไลน์รูปแบบอื่น ๆ ทำให้ไม่ได้

แว่นกันแดดที่เหมาะกับคุณและราคาที่กำหนดได้

เลนส์แว่นตา

คนส่วนใหญ่มักจะมองว่า แว่นตากันแดดเป็นแค่เครื่องประดับ ที่เพียงแค่ใส่แล้วเสริมให้ตัวเองดูดี แต่แว่นตากันแดดไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่เป็นเครื่องประดับ แต่คุณสมบัติที่แท้จริงของแว่นกันแดดมีไว้เพื่อปกป้องดวงตาของเราจากรังสี UV ที่เป็นอันตรายโรคจอประสาท ตาเสื่อม ต้อเนื้อและต้อลมทั้งหมดนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ทั้งนั้น บทความนี้จะมาแนะนำวิธีการเลือกเลนส์กันแดดให้เหมาะกับการใช้งาน และราคาโดยประมาณของเลนส์แต่ละชนิดกัน

  • Lens Tint

เลนส์ชนิดนี้เป็นเลนส์สีใสที่ถูกย้อมสีเลนส์ให้เข้มขึ้นเพื่อให้ปริมาณของแสงที่จะเข้าสู่ดวงตาน้อยลง คุณสมบัติของสีเลนส์แต่ละสีจะมีการยอมให้แสงผ่านไม่เท่ากัน เช่น เลนส์สีดำ เทา ช่วยกรองแสง ตัดแสงจ้าเมื่ออยู่กลางแจ้ง ซึ่งความสามารถในการกรองแสงขึ้นอยู่กับความเข้มของสีเลนส์ ข้อดีของเลนส์กันแดดสีดำคือไม่ทำให้สีของวัตถุเปลี่ยนแปลง กรองรังสีได้ เลนส์สีน้ำตาล ช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีแม้ว่าจะอยู่ในที่ที่มีแสงน้อย เลนส์สามารถปรับความคมชัดได้และยังสามารถเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็น กรองรังสี UV ได้ เลนส์สีเหลือง ช่วยเพิ่มแสง เพิ่มวิสัยทัศน์ในช่วงเวลาเย็นและกลางคืน สามารถป้องกันรังสี UV ที่ทำร้ายดวงตาเราได้ เลนส์สีเขียว สามารถตัดแสง กรองแสงได้ดีเหมือนเลนส์กันแดดสีดำ เทา เมื่อสวมเลนส์กันแดดสีเขียวแล้วสีของวัตถุจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ให้สีที่เป็นธรรมชาติสวมใส่แล้วสบายตา เลนส์สีส้ม มีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกับสีเหลืองต่างกันเพียงแต่ เลนส์กันแดดสีส้ม สามารถช่วยเพิ่มความคมชัดในการมองเห็นในเวลาเย็นและค่ำได้ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือสีเลนส์กันแดดที่แนะนำให้เลือกใช้กัน ซึ่งเลนส์กันแดดแบบย้อมสีในเนื้อเลนส์นั้นจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาท

เลนส์กันแดดชนิดนี้เป็นเลนส์ที่มีการใส่ชั้นฟิล์มโพลาไรซ์ที่แนวตั้ง 90 องศา ที่ไม่ยอมให้แสงที่มีแกนโพลาไรซ์ในแนวนอนผ่าน ซึ่งเลนส์กันแดดชนิดนี้ออกแบบมาให้สามารถตัดแสงสะท้อนในบางแกนออกไป หลักการการทำงานของเลนส์โพลาไรซ์คือจะหักเหแสงแนวระนาบให้ไปในทางอื่นแทนที่แสงนั้นจะพุ่งเข้าสู่ดวงตาเราโดยตรง ราคาของเลนส์กันแดดโพลาไรซ์ ฟิลเตอร์อยู่ที่ประมาณ 1500 บาท

เลนส์กันแดดชนิดนี้เป็นเลนส์ชนิดเดียวกับ Lens Tint หรือเลนส์กันแดดแบบย้อมสีในเนื้อเลนส์ แต่จะแตกต่างกันตรงที่เลนส์กันแดดฉาบปรอทนั้นจะมีการเคลือบโลหะปรอทลงบนเนื้อเลนส์ เพื่อทำให้เลนส์มีความมันวาว โดยคุณสมบัติของเลนส์กันแดดฉาบปรอทที่นอกจากความมันวาวแล้ว การเคลือบปรอทลงบนเลนส์ยังช่วยสะท้อนแสงออกไป เลนส์กันแดดฉาบปรอทจะช่วยทำให้การมองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นในที่แสงมากอีกด้วย เลนส์กันแดดฉาบปรอทจะมีราคาประมาณ 650 บาท

เลนส์ชนิดนี้เป็นเลนส์ใสที่มีการเคลือบหรือใส่สารที่ทำให้เลนส์สามารถเปลี่ยนสีได้ลงในเนื้อเลนส์ และเมื่อเลนส์กันแดดได้รับรังสี UV ตัวเลนส์จะมีการเปลี่ยนสีจากสีใสกลายเป็นสีเข้ม อาจจะเป็นสีดำหรือเทาเข้ม แต่หากเลนส์อยู่ในที่ร่มที่ไม่มีรังสี UV เลนส์จะเปลี่ยนสีจากสีเข้มเป็นสีใส เลนส์กันแดดชนิดนี้สามารถเปลี่ยนสีได้เข้มที่สุดเมื่อได้รับรังสียูวีที่มีค่าสูงสุดหรืออยู่ในอุณหภูมิต่ำ เลนส์กันแดดแบบเปลี่ยนสีจะช่วยลดแสงสะท้อนที่ผิวเลนส์ทั้งสองด้าน เลนส์นี้สามารถทำให้เห็นภาพในสภาวะที่มีแสงน้อยหรือตอนกลางคืนได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเลนส์ที่ไม่ได้เคลือบสารเปลี่ยนสี เลนส์กันแดดชนิดนี้สามารถลดแสงจ้าและยังให้ความชัดเจนที่มากขึ้น หากเคลือบสารด้านหลังของเลนส์กันแดดที่มีสีเข้ม จะช่วยลดแสงสะท้อนที่จะเข้าสู่ดวงตา ลดการเกิดภาพหลอก (Image Ghost) ลงได้ ราคาของเลนส์กันแดดแบบเปลี่ยนสีจะมีราคาประมาณ 1500 บาท

Online Marketing Agency คำตอบของคำถามเรื่องการทำการตลาดออนไลน์

Online Marketing Agency

ความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีที่พัฒนาบนระบบอินเทอร์เน็ตให้มีความสะดวกสบายและรวดเร็ว สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์พกพา หรือโน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่ง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ทำให้อินเทอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน อาทิเช่น การติดต่อสือสาร สืบค้นข้อมูล รวมไปถึงการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)

Online Marketing Agency
Online Marketing Agency

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) หมายถึง การทำการตลาด หรือกิจกรรมทางการตลาดผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบ Social Media จำพวก Google, Facebook, Line, Instagram โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้สินค้าหรือบริการนั้นเป็นที่รู้จัก ซึ่งข้อดีของการทำ Digital Marketing นอกจากจะช่วยขยายขอบเขตกิจการของผู้ประกอบการธุรกิจได้เร็วแล้ว ยังช่วยขยายฐานลูกค้าได้ไว ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายหันมาให้ความสนใจกับการทำการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

ซึ่งในความเป็นจริง หากผู้ประกอบการมีทักษะทางด้านการตลาดออนไลน์ รู้จักการเลือกใช้เครื่องมือสื่ออินเทอร์เน็ต ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและจัดทำกลยุทธ์เพื่อการโฆษณาและขายได้ด้วยตนเอง แต่ในทางตรงข้ามกัน หากผู้ประกอบการกำลังสับสนว่าควรเลือกใช้กลยุทธ์แบบไหน ช่องทางโฆษณาทางใด การจ้าง Online Marketing Agency ก็เป็นอีกคำตอบที่จะช่วยจัดการกับปัญหาเหล่านั้น

เพราะ Online Marketing Agency คือ องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ ตัวช่วยในการวิเคราะห์สถิติ ที่ปรึกษาในการให้คำแนะนำและดูแลโฆษณา เหมาะสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งและธุรกิจที่ต้องการเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในด้านการสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) หรือการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้ในทันที โดยประเภทของ Online Marketing Agency ที่นิยมพบเห็นได้ในปัจจุบัน สามารถจำแนกได้เป็น 4 ลักษณะ คือ

  1. Online Marketing Agency ขนาดใหญ่ สามารถให้บริการผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้ ตั้งแต่การวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อวางแผนในการทำโฆษณาให้ตอบโจทย์ในแต่ละสินค้าบริการ ให้คำปรึกษาและคำแนะนำต่างๆ ทางการตลาดแก่เจ้าของกิจการ ช่วยวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนจากการทำโฆษณาเพื่อควบคุมงบประมาณ ติดตามและรายงานผลระหว่างการโฆษณา ไปตลอดจนออกแบบและสร้างสรรค์แบนเนอร์ต่างๆ ในการทำโฆษณาให้มีคุณภาพและน่าสนใจ เพราะเอเจนซี่การตลาดขนาดใหญ่นี้มักจะมีบุคคลากรแบบครบวงจร อาทิ ทีม Salesforce Administration Analyst, ทีม Digital Strategic Planner, ทีม Digital Marketing Specialist, ทีม Graphic Designer, ทีม Content Marketing ฯลฯ
  2. Online Marketing Agency ขนาดกลาง แม้จะไม่มีบุคคลากรมากเทียบเท่า แต่ข้อดีของเอเจนซี่รูปแบบนี้คือจะมีความเชี่ยวชาญทาง Creative ทำโฆษณา และ Social Media ดูแลการตลาดผ่านสื่อ จำพวก Facebook, Instagram , Line@ แบบเฉพาะทาง
  3. Online Marketing PR Agency กลุ่มเอเจนซี่ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ พัฒนามาจาก PR เอเจนซี่ โดยเน้นไปเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทกับสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ในยุคดิจิทัล รวมไปถึงดูแลความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับแฟนๆ หรือ ผู้มีอิทธิพลในโลกดิจิทัล เพื่อสร้างชื่อเสียงที่ดีในระยะยาว (Cr. Positioningmag)
  4. Online Marketing Agency ที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ผลงานรูปภาพ เนื้อหา (Content) วิดีโอ และเว็บไซต์ต่างๆ โดยเฉพาะ ส่วนมากไม่ได้รับงานจากลูกค้าโดยตรง แต่มักจะรับงานต่อมาจากเอเจนซี่ขนาดใหญ่และเอเจนซี่ขนาดกลาง

โดยเหตุผลที่ผู้ประกอบการควรใช้บริการ Online Marketing Agency ก็เพราะเอเจนซี่เหล่านี้มักมีความเชี่ยวชาญในเฉพาะสายงาน เข้าใจกระแสทางการตลาด สามารถจับมาประยุกต์ใช้กับการวางกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือ Online Marketing Agency จะมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับ Online Marketing ทั้งในแง่ความรู้ เทคนิค เคล็ดลับ และข้อมูลคู่แข่งทางธุรกิจของคุณ ให้คุณเรียนรู้และศึกษาได้

Job Fair เพิ่มโอกาสแก่นักศึกษาจบใหม่ และผู้ที่กำลังหางาน

นอกเหนือจากการค้นหางานผ่านเว็บ สมัครงานผ่าน Email หรือ Walk-In เข้ามายื่นเอกสารที่บริษัทด้วยตัวเองปัจจุบันนี้บริษัทหลายที่ได้ขยายโอกาสแก่ทุกคนที่กำลังหางานที่ใช่ ตำแหน่งที่ถูกใจ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “Job Fair

Job Fair คือ มหากรรมนัดหมายแรงงานขนาดใหญ่ ที่รวมเอาบริษัทชั้นหนึ่ง (จำนวนตามแต่ที่เขาระบุ) มาจัดบูธออกงาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแนะแนวการทำงานและก็เปิดรับสมัครบุคคลากรที่มีคุณภาพ ส่วนมากดำเนินงานโดยฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resource) ของแต่ละบริษัท นิยมจัดขึ้นใน 2 ลักษณะ คือ

  1. บริษัทร่วมมือกับ Organize หรือเว็บไซต์จัดหางาน จัดแสดงงาน Job Fair ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ โดยการจัดงานในลักษณะนี้จะเน้นกลุ่มเป้าหมายไปยังนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่ต้องการสถานที่ฝึกงาน และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา
  2. บริษัทร่วมมือกับ Organize หรือเว็บไซต์จัดหางาน จัดแสดงงาน Job Fair ตามหอประชุม ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อเปิดรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นบุคคลทั่วไป

 

การเตรียมตัวเข้าร่วมงาน Job Fair

            ไม่ว่าจะลงมือทำอะไรควรคำนึงถึงเสมอว่าความสำเร็จเริ่มมาจากจุดเริ่มต้น การหางานผ่านช่องทางJob Fair ก็เช่นกัน ถ้าคุณหละหลวมการเตรียมพร้อม โอกาสที่คุณจะได้งานก็จะลดลง มิหนำซ้ำคู่แข่งกว่าร้อยคนอาจจะเป็นฝ่ายได้คว้าโอกาสอันงามนั้นไปแทน ฉะนั้นก่อนจะไปหางานที่ Job Fair คุณควรเตรียมตัว เตรียมความรู้ เตรียมเอกสารตาม 4 วิธีที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ให้เรียบร้อย

  • เตรียมเอกสารให้พร้อม เพราะในการสมัครงาน แผนกทรัพยากรบุคคลที่ประจำบูธจะขอรับเอกสารประกอบใบสมัครของคุณ ทั้งนี้เอกสารที่ควรนำติดตัวมาเบื้องต้น คือ Resume ใบแสดงผลการศึกษา ใบรับรองสถานภาพการศึกษา สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน และรูปถ่ายสำหรับสมัครงาน
  • แต่งกายให้เรียบร้อยด้วยชุดสุภาพ เพราะการแต่งกายดีมีชัยเหนือคู่แข่งไปกว่าครึ่ง ซึ่งชุดที่ควรสวมมาร่วมงานควรเป็นชุดที่สุภาพให้เกียรติบริษัทที่ไปสมัคร ผู้ชายไม่ควรใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ผู้หญิงไม่ควรสวมกระโปรงหรือกางเกงที่สั้นเกินไป รวมถึงเสื้อต้องไม่รัดรูปจนโชว์เรือนร่าง
  • ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่สนใจและวางแผนจะไปสมัครให้มากขึ้น เพราะการหาข้อมูลล่วงหน้าว่าบริษัทกำลังมุ่งหาอะไร แบบไหน อย่างไรล้วนเป็นผลประโยนช์แก่ตัวเรามากที่สุด
  • หลังจากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนในการสรรหาพนักงานของบริษัทที่สนใจจนทราบดีแล้ว ควรเตรียมคำตอบสัมภาษณ์เบื้องต้นให้พร้อม เพราะในการร่วมงาน Job Fair ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีแนวโน้มที่จะสอบถามคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวคุณ เช่น ข้อมูลส่วนตัว ความสามารถที่มี ทักษะที่มั่นใจว่าจะช่วยพัฒนางานขององค์การได้ เหตุผลที่อยากทำงานที่นี่ ซึ่งหลักในการตอบคำถามให้มีคุณภาพ ควรตอบให้กระชับ ได้ใจความ และตรงประเด็น อาจจะยกตัวอย่างประสบการณ์ในอดีตขึ้นมาอ้างอิงสิ่งที่ตอบเพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เข้าใจและเห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

หากผู้ใดกำลังหางาน คลิกที่นี่ http://jobs.nipa.co.th/ ทางนิภา เทคโนโลยี กำลังเปิดรับสมัครพนักงานหลายตำแหน่งด้วยกัน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ นิภา เทคโนโลยี

เทคนิคจัดงานอีเว้นท์ ให้โดดเด่น และดึงดูด

รับจัดงานอีเว้นท์หลายๆ คนคงจะรู้จักงานอีเว้นท์กันมาบ้างจากโทรทัศน์ สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมไปถึงการเห็นด้วยตัวเองในหลายๆ สถานที่ ซึ่งหลายๆ งานก็สร้างความสนุกสนานได้เป็นอย่างมาก ในความเป็นจริงแล้ว

การจัดงานอีเว้นท์ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะทำให้ผู้คนได้รู้จักสินค้าหรือบริการของเรา มากขึ้น
โดยสามารถใช้ได้กับทั้งกลุ่มเป้าหมายแบบออนไลน์และออฟไลน์

 

 

 

 

 

งานอีเว้นท์  ถือเป็นตัวสร้างความสำเร็จหนึ่งในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดอีเวนท์ให้กับธุรกิจของตัวเอง หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในงานอีเว้นท์ใหญ่ๆ แต่การจัดอีเวนท์แบบใดจะสามารถดึงดูดใจผู้พบเห็น หรือควรใช้กลยุทธ์ไหนในการทำให้มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด วันนี้เรามีคำตอบให้

  1. โปรโมทอีเวนต์

ดังที่บอกไปแล้วข้างต้นว่างานอีเวนท์สามารถใช้ได้กับทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ดังนั้นก่อนที่จะไปสู่สังคมออฟไลน์ การโปรโมทก็ถือว่าเป็นตัวช่วยหนึ่งให้คนรู้ก่อนว่าจะมีการจัดงานอีเวนท์ของเราหรือเราได้เป็นส่วนหนึ่งของงานใดๆ ในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด ซึ่งหากมีผู้สนใจเข้าร่วมจะเป็นการเพิ่มผู้ร่วมงานได้อีกทาง

  1. รูปแบบงานที่น่าสนใจ

ธีมหรือรูปแบบของงานก็ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมได้เป็นอย่างดี เพราะในบางครั้งผู้ชมที่มาร่วมงานจะมาจากผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้น แล้วเห็นว่าน่าสนใจ ดังนั้นควรจัดวางแผนงานให้ดี คิดรูปแบบให้น่าสนใจ เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นช่องทางให้คนเข้าถึงสินค้าและบริการของเราได้มากขึ้นแล้ว

  1. เลือกสถานที่จัดงานให้ถูกต้อง

สถานที่จัดงานถือเป็นส่วนสำคัญในการจัดงานอีเว้นท์ หากเลือกสถานที่จัดงานได้อย่างถูกต้องก็จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยง่าย เช่น กลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นก็ให้ไปสถานที่ที่วัยรุ่นชอบไป
หรือกลุ่มเป้าหมายเป็นแม่บ้าน การไปจัดงานอีเวนท์ที่ห้างสรรพสินค้าหรือตลาดก็เป็นความคิดที่ไม่เลว ดังนั้นการเลือกใช้สถานที่ก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

งานอีเวนท์ส่วนใหญ่เป็นงานที่มีความรื่นเริง และเป้าหมายของงานส่วนใหญ่คือสร้างความสนุกสนาน และทำให้คนรู้จักแบรนด์ของเราในเชิงบวกมากขึ้น ผู้จัดงานควรเตรียมการให้พร้อม เพื่อเผชิญกับหลายๆ สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น หากทุกอย่างราบรื่น แน่นอนว่าผู้คนจะสามารถจดจำงานอีเวนท์ของเราและตัวแบรนด์ได้อย่างแน่นอน