Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

Cloud Backup vs Off-Site Backup

Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
Cloud Backup vs Off-Site Backup

ระบบการสำรองข้อมูลมีส่วนสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความเสียหายของข้อมูลในกรณีต่างๆ เช่น ความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัย และภัยพิบัติ โดยจะเป็นการสำรองข้อมูลภายนอกไซต์ขององค์กร ซึ่งโซลูชันการสำรองข้อมูลนั้นมีด้วยกัน 2 แบบ คือ Off-site backup และ Cloud backup 

 

Off-site backup การสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ  

ปกติโดยทั่วไปแล้ว ถ้าพูดถึงการสำรองข้อมูลแบบ off-site backup จะหมายถึงการสำเนาข้อมูลที่เราสำรองไว้ยัง Hardware ต่างๆ เช่น เทป, Hard Disk หรือ Server ซึ่งประเด็นหลักอยู่ที่คุณสมบัติในการกู้คืนข้อมูล ในกรณีที่แหล่งข้อมูลดั้งเดิมที่เก็บไว้นั้นใช้งานไม่ได้ ฉะนั้น การสำรองข้อมูลแบบ off-site backups จึงจัดได้ว่าเป็นการสำรองข้อมูลแบบ storage-oriented ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง  

  

Cloud backup การสำรองข้อมูลที่ปลอดภัย คล่องตัว และเพิ่มศักยภาพที่มากขึ้น  

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ Cloud Backups ซึ่งเป็นบริการที่อยู่ในรูปแบบ ‘การนำข้อมูลของเราไปไว้ที่ไหนก็ได้’ ซึ่งบริการเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้การซื้อ การเลือกการจัดเก็บ การรักษาความปลอดภัย และการดึงข้อมูลง่ายมากขึ้น และเพราะแบบนี้เอง Cloud Backups จึงถือได้ว่าจัดอยู่ในประเภท service-oriented  

  

เปรียบเทียบ Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?  

แล้วการ Backup แบบไหนถึงเหมาะกับเราล่ะ? ถ้าหากคุณเกิดความรู้สึกสงสัยแบบนี้ ให้ลองตัดสินจากทั้ง 4 คำถามนี้ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกกลยุทธิ์ที่เหมาะสมได้  

  

อะไรที่คุณต้องการเป็นพิเศษ?  

บางทีองค์กรของคุณอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น การเข้ารหัสแบบ 448-bit ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ จะมีข้อเสนอต่างๆ ยื่นให้ แต่ก็เลือกได้ไม่มากเท่าไหร่ และอาจไม่ตรงตามกับที่คุณต้องการ ดังนั้น การใช้ off-site backup storage จะทำให้คุณสามารถควบคุมได้เอง เพื่อให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด  

  

คุณจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือขนาดไหน?  

ถ้าหากคุณต้องการความช่วยเหลือที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างและกำหนดค่าการสำรองข้อมูล หรือช่วยจัดการการกู้คืน การสำรองด้วยระบบ cloud hosting ก็น่าจะตรงกับความต้องการของคุณมากกว่า เนื่องจากมีผู้เชี่ยชาญด้าน Cloud Services ในการให้คำปรึกษา ดูแล และแก้ไขการใช้งานได้ตลอด 24×7 นั่นเอง  

  

ราคาไปด้วยกันกับทุนองค์กรหรือไม่?  

สำหรับระบบ cloud hosting จะมีความยืดหยุ่นที่มากกว่า off-site เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ การใช้งานจริง หรือจะเป็นบริการแบบรายเดือน (มีทั้งรายชั่วโมง, รายวัน, รายเดือน) ตลอดจนการใช้งานที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใช้งาน ที่เรียกว่า ‘Private Cloud’ แต่สำหรับ off-site ผู้ใช้งานจะต้องลงทุนกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เอง รวมถึงการดูแลรักษา และเรียนรู้การใช้งานเองอีกด้วย  

  

แบบไหนปกป้องข้อมูลได้ดีที่สุด?  

ในข้อนี้สามารถเปรียบได้ประมาณว่า ‘จะซื้อ หรือจะสร้าง’ คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดต่อการป้องกันข้อมูล ได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือว่าคุณควรจะไปใช้บริการของผู้ให้บริการ cloud hosting ดีกว่า? พอถามคำถามนี้ ก็อยากให้วนกลับไปที่คำถามแรก ถ้าหากว่าความต้องการหรือเงื่อนไขของคุณค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรมาก ก็ตรงดิ่งไปที่  Cloud Backup ดีกว่า  

  

จากคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก มีแต่ว่าตรงหรือไม่ตรง คุ้มหรือไม่คุ้ม สะดวกหรือไม่สะดวก ฉะนั้น คนที่สามารถเลือกรูปแบบการสำรองข้อมูลได้ดีที่สุด ก็คือตัวคุณและคนในองค์กรของคุณเอง

Data Science กับการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นมูลค่าบน Cloud Server

data science

Data Science กับการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นมูลค่าบน Cloud Server

data science

‘Data Science’ หรือ ‘วิทยาศาสตร์ข้อมูล’ เป็นวิธีการที่ใช้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากทั้ง ข้อมูลที่มีโครงสร้าง และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง ที่มีอยู่ภายในฐานข้อมูลของบริษัท โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์สถิติ ไปจนถึงกระบวนการ Machine Learning บน Cloud Server ซึ่งในองค์กรส่วนใหญ่แล้ว ‘Data Scientist’ หรือ ‘นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล’ นั้น ทำงานเพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นมูลค่า เพื่อเพิ่มรายได้ พร้อมๆ กับลดต้นทุน เพิ่มความไหลลื่นทางธุรกิจ และช่วยพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าผ่านการทำงานบน Cloud Server นั่นเอง

Data Scientist ทำงานอย่างไร?

หลายๆ องค์กรที่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยี ‘Big Data’ แน่นอนว่าต้องมีคนที่เข้ามาควบคุมนั่นคือ ‘นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล’ หรือ ‘Data Scientist’ ซึ่งต้องทำหน้าที่ควบคู่กับการทำงานของอีก 2 ฝ่าย คือ ‘Data Analyst’ และ ‘Data engineers’ โดยทั้ง 3 ฝ่ายมีหน้าที่ในการจัดการข้อมูล ดังนี้

– Data Scientist คือ ออกแบบโมเดลจากข้อมูล เพื่อหาช่องทางใหม่ๆ ให้องค์กร

– Data Analyst คือ วิเคราะห์และออกแบบการนำเสนอข้อมูล เพื่อแก้ไขปัญหาส่งต่างๆ ในองค์กร

– Data Engineers คือ ออกแบบช่องทางของข้อมูล วิธีการจัดเก็บ และการใช้งาน

 

Data Scientist vs. Data Analyst

ทั้งสองหน้าที่จะทำหน้าที่ใกล้ชิดกัน โดยที่นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) จะอยู่ใต้วิทยาศาสตร์ข้อมูลอีกทีหนึ่ง และทั้งสองต้องรับรู้ตรงกันว่าข้อมูลขององค์กรนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ก็จะดึงผลลัพธ์จากนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) มาเพื่อทำการแก้ปัญหาอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

Data Science vs. Big Data

ทั้งวิทยาศาตร์ข้อมูล (Data Science) และ Big Data ล้วนเป็นของคู่กัน แต่วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) นั้นใช้เพื่อดึงมูลค่าจากข้อมูลทุกๆ ขนาด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่มีโครงสร้าง ไม่มีโครงสร้าง หรือกึ่งมีโครงสร้าง ซึ่ง Big Data นั้น มีประโยชน์แก่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) ในหลายเรื่องมากๆ เพราะว่า ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรวมพารามิเตอร์เข้ารูปแบบที่กำหนดไว้ได้มากเท่านั้น

Data Scientist teams

วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) เป็นงานที่ต้องการทีมที่มีความเรียบร้อย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ถือเป็นแกนหลักของทีมวิทยาศาตร์ข้อมูล ที่จะทำให้เดินหน้าจากข้อมูลไปยังการวิเคราะห์ และจากนั้นก็ทำการเปลี่ยนข้อมูลที่วิเคราะห์ ไปยังส่วนการผลิตที่เพิ่มมูลค่า ซึ่งต้องอาศัยสกิลและบทบาทหนักมาก  ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) ควรจะเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อมูล ก่อนที่จะทำการนำเสนอให้กับทีม และพยายามรักษารูปแบบข้อมูลไว้ให้เหมือนเดิม ส่วนนักวิศวกรรมข้อมูล (Data engineer) เป็นหน่วยงานที่จำเป็นต่อการสร้างท่อลำเลียงข้อมูล เพื่อทำการตกแต่งเซ็ตข้อมูล ให้สามารถใช้กับส่วนอื่นๆ ของบริษัทได้

 

องค์ประกอบในการทำ วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science)

  1. Data Processing & cleaning
    ขั้นตอนการจัดแบ่งและจัดเตรียมข้อมูลโดยรวม ด้วยการจัดการกับชนิดของชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน และนำไปสู่การวิเคราะห์หรือการสร้างแบบจำลองในที่สุด
  2. Analysis & Modelling
    การวิเคราะห์และทำความเข้าใจกับข้อมูลอย่างลึกซึ้ง ในแง่ของสถิติและคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างและใช้โมเดล Machine Learning เชิงวิเคราะห์หรือทำนายที่แตกต่างกัน
  3. Programming languages
    วิทยาศาสตร์ข้อมูลต้องการการทดสอบหลายรูปแบบและการปรับให้เหมาะสม พร้อมกับการสร้างภาพข้อมูล เพื่อดึงข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องทำการอนุมานทำนายหรือการตัดสินใจ
  4. การจัดการข้อมูล
    อัลกอริธึมและการผลิตขององค์กรต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อจัดเก็บข้อมูลโดยการเซ็ตค่าเครื่องที่เหมาะสม และให้ระบบสามารถทำงานในสคริปต์ที่กำหนดไว้
  5. รูปแบบการตรวจสอบและความรู้เกี่ยวกับโดเมน
    การจัดรูปแบบข้อมูล โดยมองหารูปแบบและสำรองข้อมูลจากการวิเคราะห์และตรวจสอบทุกขั้นตอน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของอุตสาหกรรม สิ่งนี้เป็นทักษะที่สำคัญของ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist)
  6. Communication & Visualisation
    การสื่อสารเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ในการสื่อสารแบบจำลองหรือการคาดการณ์ที่พวกสร้างขึ้นมา กับฝ่ายงานที่เกี่ยวของ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้
  7. Open Source Community
    วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) มักจะสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือ Open Source เพราะฉะนั้นการเรียนรู้และทำความรู้จักการทำงานของระบบเหล่านี้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบ

 

ความน่าสนใจของวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science)

ความน่าสนใจของวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) ขึ้นอยู่กับความจำเป็นขององค์กรนั้นๆ วิทยาศาสตร์ข้อมูลอาจช่วยองค์กรสร้างเครื่องมือต่างๆ ที่ไว้ใช้ทำนายความล้มเหลวของฮาร์ดแวร์ หรือช่วยให้องค์กรสามารถบำรุงรักษาและป้องกันการ Downtime ที่ไม่ได้วางแผนไว้ได้ และยังสามารถช่วยคาดการณ์ได้ว่าเราควรวางผลิตภัณฑ์ ไว้บนเชลฟ์ของห้าง หรือคาดได้ว่า ด้วยรูปลักษณ์และลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้น จะมีความนิยมเป็นอย่างไร เป็นต้น

วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็วด้วยนวัตกรรมข้อมูลกลายเป็นฟังก์ชันหลักขององค์กร เช่น การขาย, การตลาด หรือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ตาม ในปัจจุบันล้วนต้องใช้ วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) ในการทำงานทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก Gemalto ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของข้อมูล ในปี 2018 พบว่า 89% ขององค์กรสามารถใช้งาน วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) เพื่อให้เกิดความโดดเด่นในการแข่งขันทางธุรกิจ

สำหรับองค์กรที่สนใจการทำ ‘Big Data’ สร้างโซลูชันระบบการจัดการแหล่งเก็บข้อมูลดิบ (Raw data) ไว้ใน ทะเลสาบข้อมูล (Data Lake) รวมถึง โซลูชันการจัดการแหล่งเก็บข้อมูลใหม่ตามโครงสร้าง ที่เรียกว่า โกดังข้อมูล (Data Warehouse) เพื่อสร้างระบบสำหรับสกัดข้อมูล (Extract) ปรับแต่งโครงสร้างข้อมูล (Transform) และนำไปจัดเก็บ (Load) หรือ ETL จาก Data lake เข้าสู่ Data warehouse

 

เริ่มพัฒนาโซลูชัน ‘Big Data’ กับ Nipa.Cloud ได้เลยวันนี้!

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @NipaCloud

Website: https://www.nipa.cloud/

Facebook: https://www.facebook.com/nipacloud/

Inbox: https://www.messenger.com/t/nipacloud

Email: sales@nipa.cloud

Call: 02-107-8251 ต่อ 444

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 Tips for Email Marketing Management

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 Tips for Email Marketing Management
การส่งอีเมล Marketing จะไม่มีความหมายหากจัดการไม่ถูกต้อง หลายองค์กรพบกับปัญหาการส่งอีเมล Marketing แต่ลูกค้าไม่สนใจ ไม่เปิดอ่าน ซึ่งปัญหาที่เกิดนี้นักการตลาดส่วนใหญ่มักมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาของคอนเทนต์ภายใน อีเมลแต่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ แต่นอกเหนือจากเนื้อหาแล้ว การจัดการก่อนส่งอีเมล ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากเราจัดการสร้าง อีเมล  ได้อย่างถูกต้องจะทำให้ประสิทธิภาพของการทำ Mail marketing เป็นไปอย่างแม่นยำและประสบผลสำเร็จ

1.จัดกลุ่มรายชื่อ อีเมล ของลูกค้า

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และง่ายต่อการส่งอีเมล เราควรแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นหมวดหมู่ ดูข้อมูลของลูกค้าว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า ใช้บริการอะไร หรือกำลังสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อให้เป้าหมายในการจัดส่งมีความชัดเจนและมีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับความสนใจของลูกค้า

2.ใส่ชื่อของลูกค้าผู้รับอีเมลด้วย

การใส่ชื่อลูกค้าจะทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ของผู้ส่งอีเมล ว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกส่งมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

3.ภาพประกอบ

ภาพภายใน Mail marketing ที่เราส่งไปยังลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียว เพราะผลสำรวจกว่า 94% Mail marketing ที่ใส่รูปภาพ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากกว่า อีเมล ที่มีเพียงแค่เนื้อหา แต่รูปภาพที่ใส่ลงไปก็ควรที่จะตอบโจทย์ผู้รับ และไม่มีข้อความบนภาพเยอะเกินไปแต่สามารถสื่อสารได้ชัดเจน

4.สร้าง Call to Action

เพื่อให้ลูกค้ามีรีแอคชั่นตอบกลับ Mail marketing ที่ส่ง เราควรใส่ลิงค์ที่เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ของเรา ให้ลูกค้าสามารถรับชมสินค้าและบริการ อ่านข้อมูลของแบรนด์หรือ จะแนบเป็นลิงค์แบบสอบถามต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นต่อแบรนด์ และนำไปปรับใช้ต่อไปในอนาคต

5.รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน ต้องทำให้ผู้รับสามารถเปิดอ่าน อีเมล บนมือถือได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะออกแบบการส่งอีเมล Marketing ให้รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนเพื่อการเปิดใช้งานได้ทุกเวลาโดยไม่มีข้อจำกัด

6.ทดสอบการส่งอีเมล Marketing

เราควรที่จะทดสอบ Mail marketing ด้วยการทดลองส่งอีเมล ไปยังลูกค้า 2 แบบด้วยกัน (A/B Testing) โดยเปลี่ยนเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ภายใน อีเมล ให้มีความแตกต่างกัน เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์การส่งอีเมล ให้มีประสิทธิผลต่อไปในอนาคต ว่าควรจะสร้างในรูปแบบไหน และลูกค้าสนใจเนื้อหาอะไร

ลองนำ 6 ทริคนี้ไปประกอบการเขียน Mail marketing เพื่อให้อีเมลมีองค์ประกอบที่ชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจเนื้อหาและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าอย่างมั่นคงรวมไปถึงเกิดการซื้อขายสร้างรายได้ให้กับองค์กร

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว

LINE My Shop

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว  

  LINE My Shop

ยุคนี้หากพูดถึง LINE OA เชื่อได้เลยว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายๆ คนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เพราะสามารถช่วยเก็บข้อมูลลูกค้าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะทำการซื้อขายกันด้วยการแชทและจบลงในนั้น แต่ในบางครั้งก็อาจมีคำสั่งซื้อเข้ามาเยอะจนอาจทำให้เกิดการสับสนและตกหล่น ในขณะเดียวกันทางด้านลูกค้า เมื่อพูดคุยกันในแชทเสร็จแล้วก็จะต้องออกไปโอนเงินใน Mobile Banking App แล้วส่งสลิปกลับเข้ามาใน LINE อีก ทำให้ดูวุ่นวาย และลูกค้าอาจเปลี่ยนใจไปได้ง่ายๆ  

  

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็น Pain Point ของพ่อค้าแม่ค้าที่ทำการตลาดในไลน์เลยก็ว่าได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ถ้าใช้ LINE My Shop ตัวช่วยที่ทำให้ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถทำการซื้อขายได้ตั้งแต่เลือกซื้อ โอนเงิน ติดตามสถานะ ไปจนถึงลูกค้าได้รับของ โดยผ่าน LINE OA เพียงแอปฯ เดียว ไม่ต้องเข้าแอปฯ นู้น ออกแอปฯ นี้ให้ยุ่งยาก ซึ่งถ้าถามว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด่นๆ อะไรบ้าง วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกัน  

  

Chat Commerce  

ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มเข้ามาในระบบแชท ให้คุณสามารถสร้างออเดอร์ใบสั่งซื้อส่งให้ลูกค้าในระหว่างแชทได้เลยโดยไม่ต้องออกไปใช้โปรแกรมอื่น  

  

Order Notification    

ฟีเจอร์สำหรับจัดการสถานะออเดอร์โดยตรง โดยระบบจะส่ง Notification เกี่ยวกับสถานะการสั่งซื้อให้ลูกค้าทาง LINE โดยอัตโนมัติ เช่น รับออเดอร์แล้ว ได้รับการชำระเงินแล้ว รวมถึงส่งเลขพัสดุให้ด้วย  

  

Product & Inventory   

ระบบจัดการแคตตาล็อกและสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ โดยผู้ขายสามารถเข้าไปกำหนดจำนวนสินค้าที่ขายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งลูกค้าจะสามารเห็นส่วนนี้ได้จากหน้า Page ของ LINE My Shop นั่นเอง  

  

Delivery  

ฟีเจอร์นี้ทำให้ผู้ขายสามารถปริ้นข้อมูลการสั่งซื้อ รวมถึงที่อยู่จัดส่งเพื่อติดบนพัสดุได้โดยไม่ผิดพลาด  

  

Report & Dashboard  

ระบบรายงานของ LINE My Shop ที่เตรียมไว้ให้อย่างครบครันช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าทำงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกขึ้น โดยมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ วางแผนการขาย ไม่ต้องบันทึกเองให้เสียเวลา  

  

จะเห็นได้ว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด็ดๆ มากมายให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้ใช้กัน ซึ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในแอปฯ เดียว ไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าออกหลายๆ แอปฯ ให้เครื่องค้าง สำหรับใครที่สนใจก็สามารถสมัครใช้งานได้ฟรี เพียงเข้าไปทีเว็บ linemyshop.com แล้วใช้งานได้ทันที แต่จำเป็นต้องมี LINE OA เป็นของตัวเองก่อน เพียงเท่านี้ก็บริหารจัดการร้านของคุณได้ง่ายๆ แค่ในแอปฯ เดียวแล้ว  

สร้าง Chatbot

หากคุณคิดจะทำ LINE Marketing แต่ไม่มีเวลามานั่งตอบแชทลูกค้าได้ตลอด 24 ชม. หรือกำลังอยากหา Admin เข้ามาช่วยตอบแชทลูกค้า เรามีตัวช่วยดีๆอย่าง Chatbot ที่จะช่วยตอบแชทลูกค้าให้เราได้ตลอด 24 ชม. เซฟทั้งเวลา เซฟทั้งลูกค้า

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “LINE Bot Designer” โปรแกรมที่จะช่วยให้เราสามารถออกแบบ Chatbot เป็นต้นแบบสำหรับการนำไปพัฒนาต่อเพื่อใช้งานจริงได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรม ซึ่งทำให้เราพอจะเห็นภาพว่าเมื่อมี Chatbot แล้วจะสามารถช่วยการทำ LINE Marketing ของเรายังไงบ้าง

***โปรแกรมนี้เป็นเพียงการออกแบบ prototype ของ LINE Bot เท่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับ Designer หรือ Content Creator ที่ต้องการใช้งาน LINE Bot Designer สร้างรหัส JSON ที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนา Chatbots จริงในภายหลัง

 

LINE Bot Designer ทำอะไรได้บ้าง?

“Bot Items” เครื่องมือสำหรับสร้างข้อความ Chatbot ทุกรูปแบบ

1.ออกแบบข้อความได้ 12 รูปแบบ พร้อมสร้างรหัส JSON ที่แสดงอยู่ชัดเจน ภายในโปรแกรม

2.ออกแบบ Rich Menu เครื่องมือที่เหมาะในการทำ Call to Action ที่มีความยืดหยุ่น สำหรับการประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย แต่โปรแกรมนี้สามารถทำได้เพียงวางภาพเพื่อให้เห็นหน้าตาของเมนูเท่านั้น ไม่สามารถสร้าง Rich Menu แบบทดลองใช้งานจริงได้

3.ออกแบบ Web App สร้างรูปแบบการแสดงผลหน้าเว็บในข้อความแชทของ LINE ซึ่งแสดงให้เห็นหน้า web browser ทันที

 

“Flex Messages” รูปแบบการแสดงข้อความ LINE ที่ยืดหยุ่น ช่วยการสร้างโค้ด

Flex Message รูปแบบการแสดงข้อความบน LINE ที่สามารถออกแบบได้ยืดหยุ่น สามารถนำ element ต่างๆ มาประกอบร่างเป็นหนึ่ง item คล้ายกับการสร้างรูปแบบ message ได้เอง

 

“Chat Emulator” ทดสอบการใช้งาน Chatbot เสมือนจริง

อุปกรณ์นี้เป็นเครื่องมือทดสอบการใช้งานก่อนนำไปใช้จริงได้เลย โดยโปรแกรมแสดงหน้าจอ iPhone สามารถพิมพ์ข้อความได้จริงเพื่อให้ทดลองสนทนาโต้ตอบกับ bot ที่สร้างขึ้นมา พร้อมกับทดสอบ item ต่างๆ ที่เราได้ออกแบบไว้

LINE Bot Designer สามารถใช้งานบนคอมพิวเตอร์ ทั้ง macOS และ Windows เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี สามารถโหลดได้ที่ https://developers.line.biz/en/bot-designer/download/

ใครที่อยากจะลองทำ LINE Marketing โดยสร้าง Chatbot ไปใช้จริงก็สามารถติดตามบริการของ Nipa Technology ในอนาคตได้ เพราะเรากำลังพัฒนาการให้บริการสร้าง Chatbot ทั้งใน LINE และ Messenger ซึ่งจะสามารถให้บริการได้ เร็วๆ นี้

 

รายชื่อบริการ Cloud Storage

ทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักกับบริการของ Cloud และกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบออนไลน์ได้โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้หลายธุรกิจฝากข้อมูลไว้บน Cloud กันมากขึ้น

แหล่งบริการฝากข้อมูลผ่าน Cloud หรือ Cloud Storage ก็มีหลากหลายให้เลือก มีทั้งฟรีและไม่ฟรี แล้วเราจะทราบกันได้ไงว่า แหล่งบริการไหนที่ดีที่สุด?

 

ก่อนที่จะคิดมากกันไปกว่านี้ PCMag ได้ทำการทดสอบใช้งาน Cloud Storage แล้วสรุปออกมาเป็นรีวิวให้ทุกๆ คนได้ทราบกัน โดยประเด็นการรีวิวนี้จะเน้นไปที่การทดสอบเซ็ตฟีเจอร์ ความสะดวกการใช้งาน ความเสถียร และราคา ของผู้ให้บริการ Cloud Storage รวมถึงบริการแชร์ไฟล ที่เรามักได้ยินชื่อกันบ่อยๆ ซึ่งสามารถสรุปผลบริการ Cloud Storage ที่ดีที่สุดประจำปี 2019 ได้ดังนี้

 

IDrive

เริ่มต้นกันที่ IDrive บริการของเขาค่อนข้างตั้งค่าง่าย ไม่จำกัดอุปกรณ์ต่อหนึ่งบัญชี มีแบ็คอัปจำลองดิสก์ มีการซิงค์โฟลเดอร์ สามารถอัปโหลดไฟล์ใหญ่ๆ และรีสโตร์ผ่านเมลได้ และในการทดสอบก็มีสปีดอัปโหลดที่ไว ซึ่งโดยรวมแล้วคือ ไม่สามารถหาบริการแบ็คอัปออนไลน์ที่ฟีเจอร์มาเต็ม และราคาดีเท่านี้ได้อีกแล้ว

 

SugarSync

 ข้อดีของ SugarSync อยู่ที่หน้าตาอินเทอร์เฟสที่เหมือนทำออกมาเพื่อ Desktop โดยเฉพาะ แต่ก็มีแอปมือถือให้ใช้ได้แบบสมบูรณ์ โฟลเดอร์มีการป้องกัน สรุปรวมๆ แล้วคือ เป็นบริการซิงค์ไฟล์ที่มีบริการผ่านแอปมือถือที่ดีมาก แต่ราคาอาจแพงไปเล็กน้อย และยังขาดฟีเจอร์การใช้งานร่วมแบบล้ำๆ อยู่บ้าง

 

SpiderOakONE

ถ้าใครชื่นชอบความเป็นส่วนตัว SpiderOakOne น่าจะเหมาะกับคุณ เพราะมีฟีเจอร์ให้ความเป็นส่วนตัวที่ดีมาก บัญชีหนึ่งจะใช้กับคอมกี่เครื่องก็ได้ มีฟังก์ชันซิงค์ไฟล์ ดีไซน์สวย แถมยังมีแอปติดตั้งผ่าน Desktop แบบฟีเจอร์เต็มอีกด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมาพร้อมฟีเจอร์ความปลอดภัยอันดับต้นๆ และมีการแบ็คอัปที่ยืดหยุ่น แต่สำหรับราคา ก็ถือว่าแพงเกินไป ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ

 

Microsoft OneDrive

มาถึงที่เราคนไทยน่าจะเคยได้ยินชื่อกันบ่อยๆ Microsoft OneDrive ที่มีอินเทอร์เฟสที่ยอดเยี่ยม สามารถใช้ร่วมกับ Windows 10 และ Office 365 ได้ ที่สำคัญคือมีการจัดการและการนำเสนอภาพแบบออนไลน์ที่ดีมาก ถึงแม้ว่าจะมีที่เก็บข้อมูลฟรีน้อยกว่า Google Drive แต่ก็ถือว่าเป็นแหล่งเก็บข้อมูลและซิงค์ไฟล์ออนไลน์ที่มีฟีเจอร์สมบูรณ์แบบแหล่งหนึ่งเลย

 

CertainSafe Digital Safety Deposit Box

ข้อดีที่เด่นๆ ของตัวนี้คือ มีความปลอดภัยหนาแน่นมาก เมื่อเราต้องการใส่ไฟล์ที่ค่อนข้างเซนซิทีฟลงใน Cloud CertainSafe Digital Safety Deposit Box ก็จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยไม่ได้ลดความสะดวกในการใช้งานลงไปเลย และด้วยความที่เน้นเรื่องความปลอดภัยมากนั่นเอง เราจึงต้องระวัง เพราะถ้าหากเราลืมรหัสผ่าน หรือลืมคำตอบเพื่อยืนยันตัวตน เราก็จะเสียการเข้าถึงทั้งหมดไปเลย

 

Google Drive

ไม่ต้องเกริ่นยาว หลายคนก็คงคุ้นเคยกันดี กับ Google Drive แหล่งเก็บข้อมูลออนไลน์ฟรีๆ ที่มีพื้นที่ให้แบบเหลือเฟือ แถมยังมีการใช้งานร่วมที่เฟอร์เฟกต์ และฟีเจอร์มาเต็ม อย่างที่เราคุ้นเคยกัน ก็เป็นพวก Google Doc, Google Sheet หรือ Google Slide ที่เป็นฟีเจอร์เสริม ให้ใช้งานออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความปลอดภัยอาจจะไม่ค่อยเข้าตา แต่ถ้าใครไม่เน้นปลอดภัย แต่เน้นฟรีก็น่าจะควรเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เลย

 

Apple iCloud Drive

มีอินเทอร์เฟสที่ค่อนข้างเรียบเก๋ คลีน ดูสะอาดตา และสามารถเข้ากับ Windows ได้ดีพอๆ กับอุปกรณ์ระบบ macOS และ iOS และทุกๆ บัญชีจะได้รับพื้นที่จุไปเลย 5GB เมื่อซื้ออุปกรณ์ iOS หรือ macOS ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของ Apple อยู่แล้ว ก็คุ้มค่าแก่การใช้งาน แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ อย่าง Google หรือ Microsoft ก็ยังถือว่าใช้งานได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก

 

Box (Personal)

การซิงค์ออนไลน์และเครื่องมือก็ใช้งานง่าย และสามารถใช้ร่วมกับหลายๆ แอป หลายๆ บริการได้อย่างกว้างขวาง แต่ยังขาดฟีเจอร์การใช้งานร่วมบางอย่างที่คู่แข่งมี และยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน

 

Dropbox

ด้วยการซิงค์ที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย แถมยังมีแอปที่ใช้ได้กับทุกระบบปฏิบัติการ มีการซัพพอร์ตที่รองรับกันดี แถมยังแสดงประวัติแอคชั่น และยังมีฟีเจอร์ที่ดีมากสำหรับผู้ใช้ระดับโปร แต่ในเรื่องราคา มีทดลงอใช้ฟรี แต่ถ้าหากต้องการอัปเกรดเป็นผู้ใช้ระดับโปรให้มีความจุได้ดังใจ ก็จะมีราคาสูงมาก

 

โปรโมทโพสต์เป็นปังแน่

ในปัจจุบันการขายสินค้าทาง Facebook ได้รับความนิยมมากขึ้น และถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า แต่การที่จะมียอดขายที่ดีได้นั้น การลงโฆษณาสินค้าถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าไปโดยปริยาย ซึ่งหนึ่งในวิธีการลงโฆษณาที่สำคัญวิธีหนึ่งที่จะทำให้ลูกค้ามาสนใจสินค้าของคุณได้นั้น ก็คือ การโปรโมทโพสต์ มาดูกันว่า เคล็ดลับการโปรโมทโพสต์ที่ได้ผลตรงต่อความต้องการของลูกค้านั้นและสามารถเพิ่มยอดขายให้คุณต้องทำอย่างไรกันบ้าง

1.หัวใจสำคัญคือกลุ่มเป้าหมาย 

การโปรโมทโพสต์เราต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของสินค้าเราเป็นใคร ใครคือผู้ต้องการที่จะมาซื้อสินค้าของเรา หากเลือกกลุ่มเป้าหมายผิด การโปรโมทโพสต์ของเรานั้นจะไร้ผล ขาดทุนแน่นอน

2.ทุ่มงบประมาณมาก ใช่ว่าจะดีเสมอไป

เราไม่ควรทุ่มงบประมาณมากเกินไปในการโปรโมทโพสต์ครั้งแรกของการขายสินค้านั้นๆ ควรเริ่มต้นด้วยงบประมาณที่น้อยก่อน เพื่อลองเชิงว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจากการทุ่มงบไปนี้เป็นอย่างไร ดีหรือไม่ ถ้าผลออกมาดี ถึงตอนนั้นก็สามารถทุ่มงบประมาณลงไปได้เต็มที่

3.Content is King 

ภาพ ข้อความสั้นๆ คำโปรยสินค้า หรือสิ่งที่เราต้องการจะสื่อกับกลุ่มเป้าหมายจากสินค้านั้นๆของเรา ต้องตอบสนองต่อสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ กลุ่มเป้าหมายเห็นแล้วมันดีต่อเขาอย่างไร คุ้มกับเวลาที่เสียเข้ามาดูสินค้าของคุณไหม

และนี่คือเคล็ดลับที่สำคัญ 3 ข้อ หลักๆ สำหรับการโปรโมทโพสต์ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าของคุณ เพียงแค่วิธีง่ายๆเหล่านี้ การเงินของคุณปังแน่นอน

SEO และ Google Adword ต่างกันยังไง

หลายคนที่ทำธุรกิจ และหันมาสนใจการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ต้องรู้จักช่องทางการโฆษณาผ่าน Google กันมาบ้าง ซึ่งต้องบอกก่อนว่าการโฆษณาผ่านช่องทางนี้เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง และต้องการโฆษณาเว็บของตนให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น โดยการติดหน้าแรก google ถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาผ่าน Google ใฝ่ฝันกัน เพราะการติดหน้าแรก จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นเว็บไซต์ของเรา และเพิ่มความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

โดยการโฆษณาเว็บผ่านช่องทาง Google นั้น มีเครื่องมือหลักๆ อยู่ 2 อย่างด้วยกัน นั่นก็คือ SEO และ Google Adword ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกันว่าเครื่องมือทั้ง 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร และเครื่องมือไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ

ติดหน้าแรกแบบออร์แกนิคด้วย SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเครื่องมือที่คุณแทบไม่ต้องเสียเงินในการทำเลย ยกเว้นคุณจะไปใช้บริการรับจ้างทำ SEO เพียงแค่คุณสร้างคอนเทนต์ที่ดี และมีประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของคุณได้เข้ามาอ่าน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวนานกว่าที่เว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรก google แต่หากติดแล้ว นั่นเป็นเครื่องการันตีได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือ และอันดับจะนิ่งกว่า การทำผ่าน Google Adword โดยการทำ SEO จะเหมาะกับผู้ที่มีงบไม่มากนัก แต่มีเวลามากพอที่จะเขียนคอนเทนต์ลงเว็บไซต์ โดยถือว่าเป็นการทำการตลาดระยะยาวนั่นเอง

ติดหน้าแรกได้อย่างรวดเร็วด้วย Google Adword 

การโฆษณาผ่าน Google Adword เป็นการลงโฆษณาที่ผู้ลงต้องเสียเงินเพื่อโปรโมทเว็บ โดยจะเสียเงินเฉพาะเมื่อมีคนคลิกเข้าไปที่โฆษณาเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีคนคลิกก็จะไม่เสียเงิน แต่ก็จะมีคนเห็นโฆษณาของเราอยู่ดี ซึ่งอาจกลับมาเป็นลูกค้าของเราในภายหลังได้ โดยตำแหน่งการขึ้นโฆษณาจะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่เราตั้งไว้นั่นเอง ซึ่งการโฆษณาผ่าน Google Adword เหมาะกับผู้ที่มีงบและไม่อยากเสียเวลาหรือเสียโอกาสทางธุรกิจ ถือว่าเป็นการทำการตลาดแบบระยะสั้น

การโฆษณาผ่าน Google ทั้ง 2 แบบสามารถช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกได้ โดยแตกต่างตรงวิธีการ และการใช้ระยะเวลาที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก แต่การทำทั้ง 2 สิ่งควบคู่กันไปถือว่าเป็นความคิดที่ดีมาก เพราะเราจะสามารถดำเนินการทางธุรกิจได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนั้น Keyword ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากกับการทำ SEO และ Google Adword เพราะ Keyword เหล่านี้จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นหา และพบเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น แต่หากใครอยากทดลองทำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนตามความเหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่ได้ผิดเช่นกัน

5 วิธี promote เฟสบุ๊ค

ในปัจจุบันผู้ทำธุรกิจออนไลน์ส่วนมากให้ความสำคัญในการทำการตลาดบน Facebook นั่นก็เพราะว่า Facebook สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด เพราะเหตุนี้เองทำให้มีคนใช้ Facebook ในการทำธุรกิจมากขึ้นส่งผลให้มีคู่แข่งมากขึ้น และสิ่งที่จะทำให้เราเอาชนะคู่แข่งได้ก็คือการ promote เฟสบุ๊ค เพื่อทำให้เพจเป็นที่รู้จัก มาดู 5 วิธี promote เฟสบุ๊ค ให้เป็นที่รู้จักกันเลยดีกว่า

– เพิ่มการถูกค้นพบด้วยการใส่ข้อมูลเพจ

ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่าในหน้าแฟนเพจ จะมี Tab ให้ใส่ข้อมูล ดังนั้นอย่าลืมใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์ ใส่ข้อมูลต่างๆ ลงไป ไม่ว่าจะเป็น URL ข้อมูลที่เกี่ยวกับบริษัท และข้อมูลของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ต้องการนำเสนอ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เพจของเราถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นแล้ว

– ให้ความสำคัญกับ Content

สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่จะส่งผลให้การ promote เฟสบุ๊คได้ผลก็คือ Content เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เพจและผู้ติดตามมีปฏิสัมพันธ์กันมากที่สุด ดังนั้นข้อมูลที่จะนำเสนอควรเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์และสร้างภาพพจน์ที่ดีให้เพจหรือแบรนด์ของเรา ซึ่งควรโพสต์ Content สักวันละ 1 ครั้งหรือวันเว้นวันอย่างสม่ำเสมอ

ซื้อโฆษณา Facebook

       แน่นอนว่าการทำธุรกิจต้องมีการลงทุน การทำการตลาดผ่าน Facebook ก็เช่นกัน เราควรลงทุนซื้อโฆษณา Facebook เพื่อเป็นการ promote เฟสบุ๊ค ซึ่งการทำโฆษณาบน Facebook มีข้อดีคือ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้สามารถแสดงโฆษณาได้อย่างตรงจุด จากการกำหนดคุณสมบัติต่างๆ ของกลุ่มเป้าหมาย

– สำรวจ / วิจัยข้อมูลแฟนเพจ

สิ่งที่จะยืนยันว่าการทำการตลาดผ่าน Facebook ของเราประสบความสำเร็จก็คือ การที่ผู้ติดตามมีปฏิสัมพันธ์กับเพจของเรามากขึ้น ใน Facbook มีเครื่องมือที่เรียกว่า Insights ซึ่งเจ้าเครื่องมือนี้เองที่จะช่วยบอกถึงข้อมูลทางสถิติต่างๆ ของผู้เยี่ยมชมเพจ ไม่ว่าจะเป็น อายุ เพศ กราฟสถิติต่างๆ ซึ่งเจ้าข้อมูลนี้เองที่จะทำให้เรารู้จักแฟนๆ ของเพจเรามากขึ้น และนำข้อมูลมาปรับใช้กับแผนการตลาดบน Facebook ต่อไปได้

– สำรวจคู่แข่ง

การทำการตลาดผ่าน Facebook นอกจากจะมีการสำรวจผลตอบรับของเพจตัวเองแล้ว การสำรวจคู่แข่งก็สำคัญ ควรมีการสำรวจว่าเพจคู่แข่งของเรามีลักษณะเป็นยังไง ใช้ Feature หรือฟังก์ชันไหนในการ promote เฟสบุ๊ค แล้วนำมาปรับใช้กับเพจของเราเองเพื่อการแข่งขัน